หลังเซี่ยเยี่ยนหลินรู้ข่าว เขาก็ส่งคนไปสืบจริง ๆ แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าเด็กยังอยู่ เพราะเด็กเพิ่งหายไปได้ไม่กี่วัน บางทีคนชั่วพวกนั้นอาจเกิดความสงสารเมื่อเห็นเด็ก จึงไม่ได้ลงมือ ไม่ว่าความหวังจะริบหรี่แค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องลองตามหาดู
ส่วนจะหาเจอหรือไม่ ไม่มีใครกล้ารับประกัน
“เป็นตายยังไงก็ต้องเจอตัว คุณต้องตามหาเด็กให้เจอ” ตู้วิ๋นเซิงกัดฟันพูด
“พอแล้ว เด็กสามคนนั้นฉันจะให้คนช่วยตามหาต่อไป แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญคือเด็กอีกห้าคนที่เหลือจะทำยังไง” เซี่ยเยี่ยนหลินพูดอย่างหงุดหงิด
ตู้วิ๋นเซิงเงียบไป เธอเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร จะบอกว่าเธอสงสารเด็กไหม เธอก็สงสาร แต่จะให้สละงานที่เพิ่งได้มาอย่างยากลำบาก เธอก็ไม่เต็มใจ
เธอรู้ดีกว่าใครว่างานคือพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเธอ เซี่ยเยี่ยนหลินเป็นคนเย็นชาอยู่แล้ว ที่ตอนนี้ยังดูแลเธอ ไม่ได้หมายความว่าเขามีใจให้เธอ เพียงเพราะข้างกายเขาไม่เหลือใครแล้ว เขาถึงเก็บเธอไว้ อย่างไรเสียเธอก็เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามา หากถึงคราวจำเป็นต้องทอดทิ้งเธอ เซี่ยเยี่ยนหลินก็จะทอดทิ้งเธออย่างไม่ลังเล เหมือนกับคนในตระกูลเซี่ยที่เขาทอดทิ้งไป
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่มีวันทิ้งงาน หากไม่มีงาน เธอก็ต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่ออยู่รอด ซึ่งเธอไม่ไว้ใจเซี่ยเยี่ยนหลิน
เธอรักลูกของตัวเอง แต่เมื่อเทียบกับลูกแล้ว เธอรักตัวเองมากกว่า ตัวเธอเองต่างหากที่สำคัญที่สุด
นับตั้งแต่ได้งานมา สภาพจิตใจของเธอก็เปลี่ยนไปมาก ตอนที่ไม่มีงาน เธอต้องเลี้ยงลูกทุกวัน ไม่มีเงิน จะทำอะไรก็ไม่ได้ ไหนจะปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้ามาอีก จนความมีชีวิตชีวาทั้งหมดในตัวตู้วิ๋นเซิงถูกบั่นทอนไป
