มันดูไม่ดีเอาเสียเลย เดี๋ยวโดนล้อขึ้นมาจะทำยังไง
ตอนคบกับจางซินเยว่ เขาพาเธอไปเจอเพื่อนตั้งแปดคนในวันเดียว แถมยังตั้งใจอวดอีกต่างหาก
ถ้าพวกเพื่อนรู้ว่าตอนนี้เขาลดระดับลงมาคบกับคนแบบนี้ คงหัวเราะเยาะกันจนตายแน่
“ไปเจอหน่อยเถอะ พวกเราทุกคนอยู่ข้างนาย ถ้าเธอดูไม่เข้าท่าจริง ๆ พวกเราก็แค่พูดจาดูถูกเธอสักสองประโยค ให้เธอเดินหนีไปเองก็จบ ไม่กระทบชื่อเสียงนายหรอก”
เพื่อนที่โอบไหล่เขาพูดต่อ “อีกอย่าง รุ่นพี่ก็จะพาแฟนมาด้วย ถึงจะไม่ได้สวยมาก แต่ก็น่ารักดี พอเธอเห็นแล้วก็คงรู้สึกด้อยไปเอง”
“หน้าตากับพื้นฐานครอบครัวอย่างนาย คู่ควรกับคนที่ดีกว่านี้”
คำยกยอของเพื่อนทำให้หลินเฟิงเริ่มหวั่นไหว
นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะเลิกกันก็ได้ เขาไม่ได้เกลียดซูฉิงขนาดนั้น แค่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับคนที่ดีกว่า
หลังซื้อโทรศัพท์ให้เธอ เขาก็ยิ่งคิดยิ่งเสียดายเงิน จะขอคืนก็ทำไม่ลงแน่ แต่ก็ไม่อยากทุ่มเทให้อีกแล้ว
จะให้เขาเสียเงินก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรสวยเหมือนแฟนเก่าของเขาสิ ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะคบไปทำไม
เว้นแต่ซูฉิงจะกลับมาใช้เงินกับเขาเหมือนเมื่อก่อน แต่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอมี เขาก็เริ่มไม่เห็นค่าแล้วจริง ๆ
คืนนั้น เขาส่งข้อความหาซูฉิง
【พรุ่งนี้ว่างไหม? ไปกินข้าวด้วยกัน】
ซูฉิงกำลังกินเค้กอยู่ เธอใช้เงินในบัญชีวีแชตซื้อเค้กขนาดหกนิ้วมากิน กำลังอร่อยเลย
ข้าง ๆ เธอยังมีสวีถิง เพื่อนสนิทที่กำลังเมาท์เรื่องซุบซิบไม่หยุด
“หนุ่มหล่อของเธอส่งข้อความมาเหรอ?” สวีถิงถามอย่างแซว ๆ
ซูฉิงเหลือบมองข้อความ รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
“ปกติเขาไม่ค่อยชวนฉันไปกินข้าวก่อนหรอก”
สวีถิงวิเคราะห์ว่า “รู้สึกว่าไม่น่าจะมีแค่นั้นนะ ลองถามดูสิว่าใครไปบ้าง”
ซูฉิงทำตามที่เธอแนะนำแล้วถามไป
【ก็มีเพื่อนผู้ชายของฉันสองสามคน】
พอเห็นข้อความนั้น ซูฉิงก็เริ่มประหม่า จนจินตนาการภาพตอนเจอกันขึ้นมาแล้ว
“นี่เขาจะพาฉันไปเจอเพื่อนเหรอ? ฉันควรแต่งหน้าด้วยไหม? คนอื่นก็คงพาแฟนไปด้วยใช่ไหมเนี่ย ทำไงดี ฉันตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูกแล้ว”
“หลินเฟิงยอมพาเธอไปเจอเพื่อนเองเลยเหรอ หรือฉันจะเข้าใจเขาผิดไป?” สวีถิงลูบคาง “เธอคิดว่ายังไง?”
ซูฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ฉันจะไป พรุ่งนี้ช่วยดูชุดให้หน่อยนะ”
สวีถิงต่างจากเธอ เพราะเป็นสาวสวยตัวเล็กมาตั้งแต่แรก มีคนตามจีบไม่น้อย แถมยังเคยเจอผู้ชายมากกว่าเธอ ตั้งแต่แรกสวีถิงก็มองหลินเฟิงไม่เข้าตา คิดว่าเขาไม่น่าไว้ใจ
“ได้สิ ตอนนี้เธอขาวขึ้นแล้ว พรุ่งนี้แต่งหน้าดี ๆ ก็เอาอยู่ ถึงตอนนั้นต้องทำพวกเขาตาพร่าแน่” จากนั้นเธอก็ดึงแขนซูฉิงแล้วถาม “ตกลงเธอไปทำอะไรมากันแน่ ลงทุนไปเยอะน่าดู ฉันยังอยากทำตามเลย!”
ซูฉิงไม่ได้บอกเรื่องระบบให้เพื่อนสนิทรู้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ไว้ใจสวีถิง
เรื่องแบบนี้เหลือเชื่อเกินไป และถ้ามีคนที่สองรู้ ก็อาจมีคนที่สามรู้ตามมา
ต่อให้เป็นต้นไม้ที่มีโพรง เธอก็ยังไม่กล้าพูดความจริง กลัวว่าจะมีคนแอบฟังอยู่
เรื่องแบบนี้เก็บไว้กับตัวเองก็พอแล้ว เธอทำได้แค่รับรองว่าถ้ามีเงินขึ้นมา จะไม่ทอดทิ้งเพื่อน
สวีถิงคิดว่าเธอจ่ายเงินก้อนใหญ่ไปทำเลเซอร์ผิวขาว อย่างไรเสียพวกเธอก็ไม่ได้เจอกันเป็นอาทิตย์แล้ว พอเจอกันอีกทีก็เปลี่ยนไปขนาดนี้
ซูฉิงยกผลข้างเคียงมาพูดเสียยืดยาว กว่าจะเกลี้ยกล่อมสวีถิงให้เลิกล้มความคิดไปทำศัลยกรรมความงามได้ เพราะเธอจะไปแนะนำโรงพยาบาลมั่ว ๆ ไม่ได้หรอก!
ถ้าเธอสวยได้แบบสวีถิง เธอก็คงไม่คิดไปทำอะไรเพิ่มแล้ว อย่างไรก็สวยพอแล้ว
แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เธออาจไม่ได้ปลุกระบบขึ้นมาก็ได้ พูดได้แค่ว่าทุกอย่างคงถูกกำหนดไว้แล้ว
“เอาละ ให้ช่างแต่งหน้ามือเก๋ามาสอนเคล็ดลับแต่งหน้าง่าย ๆ สักหน่อย มานี่ ตั้งใจเรียนด้วย” สวีถิงเปิดกระเป๋าเครื่องสำอางของซูฉิงอย่างกระตือรือร้น
ซูฉิงซื้อเครื่องสำอางกับสกินแคร์พื้นฐานไว้ครบแล้ว แค่ไม่ค่อยได้ใช้ แถมทุกครั้งที่แต่งหน้าเสร็จก็รู้สึกท้อ เพราะดูยังไงก็ไม่สวยอยู่ดี
แต่สวีถิงบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอแต่งหน้าไม่เก่ง คนแต่งหน้าไม่เป็นยังสู้หน้าสดไม่ได้เลย
หลังจากสวีถิงสอนอยู่นาน ซูฉิงก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง สุดท้ายเลือกกินเค้กต่อ
คุยกับคนสวยเหมือนหลุดมาจากโมเดลสามมิติไม่รู้เรื่องจริง ๆ
พอเธอใช้ยาปรับแต่งพันธุกรรมจนสวยแล้ว จะแต่งหน้าหรือไม่แต่งก็ไม่ค่อยสำคัญ แต่ตอนนี้เธอยังต้องใช้เครื่องสำอางปกปิดจุดด้อยอยู่จริง ๆ
วันรุ่งขึ้น ซูฉิงตื่นแต่เช้า
เธอตั้งใจเลือกชุดเดรสสีขาวนวล แขนสั้นยาวคลุมเข่า เหมาะกับฤดูกาลนี้ที่สุด
ชุดนี้สวีถิงให้ตอนเธอเพิ่งบรรลุนิติภาวะ เธอไม่เคยใส่ออกไปข้างนอกเลย เพราะเมื่อก่อนผิวคล้ำเกินไป ใส่แล้วดูเหมือนพนักงานเสิร์ฟ
ตอนนี้ในที่สุดก็ได้ลองใส่ดูแล้ว
หลังเปลี่ยนชุด เธอยืนมองตัวเองหน้ากระจกอยู่นาน ที่แท้เธอก็สวยได้ขนาดนี้เหมือนกัน!
ไม่ต้องเอาไปเทียบกับใคร แค่เทียบกับตัวเองเมื่อก่อน ผิวก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว แถมชุดนี้ยังช่วยพรางรูปร่างที่หน้าอกไม่อึ๋ม ก้นไม่ผายของเธอได้ด้วย
เธอสระผมจนพองสลวยแล้วปล่อยลงด้านหลัง จากนั้นก็แต่งหน้าอ่อน ๆ
รองพื้นที่ปกติเกลี่ยเท่าไรก็ไม่เนียน กลับละลายไปกับผิวราวกับครีม แนบสนิทกับใบหน้า แถมยังขาวขึ้นอีกระดับ
เธอเขียนคิ้วเป็นทรงใบหลิว ถอดแว่นแล้วกรีดอายไลเนอร์ ทาลิปกลอสเนื้อฉ่ำ แค่นี้ก็เรียบร้อย
แม้จะตื่นแต่เช้า แต่พอแต่งตัวเสร็จก็เกือบสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้ว
ซูฉิงมองตัวเองในกระจกแล้วชะงักไปเลย
นี่เป็นครั้งที่เธอดูดีที่สุดตั้งแต่เกิดมา ถึงกับอยากถ่ายเซลฟี่เก็บไว้สักหลายรูป
แต่เพราะเวลาเร่ง เธอเลยสวมรองเท้าแล้วออกจากบ้านทันที
ในร้านอาหารมีคนมาถึงแล้ว รวมถึงหลินเฟิงด้วย
“พี่เฟิง แฟนพี่ไม่ได้มาด้วยเหรอ?”
“เธอมาจากบ้านตัวเอง” หลินเฟิงตอบเสียงเรียบ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่เฟิง” ตอนนั้นเองก็มีเสียงหวาน ๆ ของผู้หญิงดังขึ้น เด็กสาวตัวเล็กในชุดโลลิต้าหวาน ๆ กำลังทักทายเขา
“สวัสดี” หลินเฟิงพูดกับผู้หญิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่ามาก ยิ่งเป็นผู้หญิงน่ารักด้วยแล้ว
นี่คงเป็นแฟนของรุ่นพี่ พอเห็นเธอ หลินเฟิงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อคืนเขาตั้งใจบอกล่วงหน้าแล้ว ไม่รู้ว่าซูฉิงจะยอมแต่งหน้ามาหรือเปล่า
ถึงเขาจะบอกว่าอยากเลิกกัน แต่ถ้าแฟนตัวเองกลายเป็นคนที่ขี้เหร่ที่สุดในงานก็คงน่าอึดอัดแย่
