ม่านแขวนทึบแสงห้อยทิ้งลงมา ร่างสองร่างที่พันกันแนบแน่นปรากฏเป็นเงาบนกำแพง ค่อยๆ ทับซ้อนกันจนแยกไม่ออกว่าเงาของใครเป็นของใคร
ชีหยางหลับตานิ่ง มือข้างหนึ่งของเขาคลุมทับมือเธอไว้ เสียงลมหายใจที่ขาดเป็นห้วงลอยปะปนอยู่ในอากาศที่อบอ้าว
เธอคิดในใจด้วยสมองที่ตื้อตัน
คนคนนี้มองดูสุภาพเรียบร้อยขนาดนี้ ทำไมถึงได้เหมือนไม่รู้จักเหนื่อยแบบนี้นะ
อีกอย่าง ดูจากภายนอกก็ไม่ได้ดุร้ายอะไรขนาดนั้น...
...
เข้าสู่เดือนเมษายน อากาศในเมืองไห่เริ่มอุ่นขึ้น
ริมถนนเต็มไปด้วยดอกไลแลคเบ่งบาน ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาไปหมด
ช่วงนี้ บางครั้งชีหยางก็นึกถึงหมู่บ้านชิงยา ตอนที่เธอจากมาคือฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ข้างบ้านใบม้วนขอบ ห้อยเหี่ยวเฉา แต่พอถึงเดือนมีนาคม วิวทิวทัศน์บนเขาจะสวยขึ้นมาก
ดอกไม้ที่นั่นคงเบ่งบานแล้วสินะ
ช่วงท้ายของการเตรียมสอบ ชีหยางลาออกจากงาน ตั้งใจอยู่บ้านอ่านหนังสืออย่างเดียว
ดังนั้นภาระในการไปรับเด็กจึงตกอยู่ที่หลินหวยสวี่ เขาอาศัยประวัติการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมืองไห่สมัครเข้าทำงานที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง วันธรรมดาเวลาว่างจากงาน ก็จะแวะมาทำอาหารบำรุงร่างกายหลายอย่างให้ชีหยางที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือ
ชีอานไม่รู้ไปเรียนรู้เรื่องอะไรมาจากที่ไหน แอบกระซิบข้างหูพี่สาวเบาๆ ว่า “พี่สาว พี่หลินเป็นพี่ชายหอยทากหรือเปล่า”
เรื่องนี้ทำเอาชีหยางขำอยู่นาน
คำพูดเด็กน้อยไร้เดียงสาของเด็กสาวตัวน้อยตรงไปตรงมามาก พอดีกับที่หลินหวยสวี่เดินถือผลไม้ที่หั่นเสร็จแล้วออกจากครัว เขาวางจานกระเบื้องสีขาวเบาๆ ลงข้างมือชีหยาง เห็นสาวๆ สองคนกำลังหัวเราะกัน ก็ถามด้วยความสงสัย “หัวเราะอะไรกันอยู่”
ชีหยางทำเป็นกวนๆ “ไม่บอก ไม่บอก”
หลินหวยสวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลังจากคบกัน ชีหยางถึงได้รู้ว่าหลินหวยสวี่แค่สายตาสั้นเล็กน้อย แว่นตาที่เขาใส่เลนส์บางมาก กรอบแว่นเป็นสีเงิน
