(ขอเตือนไว้ก่อน นางเอกไม่ใช่คนดีพร้อม ใครคาดหวังศีลธรรมสูงส่งจากนางเอก เชิญเลี่ยงไปได้เลย)
ปี 1978 โรงแรมรัฐอำเภออู่เวย
“ถังจื้อจวิน นายชอบเลี้ยงลูกให้คนอื่นนักใช่ไหม ถ้านายจะรับเด็กสองคนนี้มาเลี้ยงก็ได้ แต่เรื่องของเราจบกัน ฉันว่าเรื่องเร่งด่วนที่สุดของนายตอนนี้ไม่ใช่หาเมีย แต่เป็นหาคนรับใช้ต่างหาก”
เจียงซูหนิงกอดอก น้ำเสียงเย็นชา จะให้เธอไปเป็นแม่เลี้ยงให้ใครน่ะหรือ ฝันไปเถอะ
ถังจื้อจวินรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของเจียงซูหนิง “ซูหนิง เธอไม่ชอบเด็กเหรอ เสี่ยวปินกับเสี่ยวหลานก็เชื่อฟังและรู้ความดีนะ” เขาดันเด็กทั้งสองไปตรงหน้าเจียงซูหนิง “เสี่ยวหลาน เสี่ยวปิน เรียกสิ”
“สวัสดีค่ะคุณน้า” เสี่ยวหลานกับเสี่ยวปินพูดพร้อมกัน
เจียงซูหนิงหน้าขรึมลง “ฉันยังไม่ได้แต่งงาน พวกเธอจะมาเรียกคุณน้าทำไม”
“ซูหนิง เด็กสองคนยังไม่รู้อะไร ถ้าเธอคิดว่าพวกเขาเรียกไม่ถูก ก็ค่อย ๆ สอนสิ” ถังจื้อจวินแย้ง
เจียงซูหนิงตบโต๊ะดังปัง “ถังจื้อจวิน นายบอกว่าเด็กสองคนนี้ยังไม่รู้อะไร แล้วที่เรียกฉันว่าคุณน้า นายเป็นคนสอนใช่ไหม ฉันว่านายนี่ก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับฉันหมดเลยนะ ฉันบอกไว้ก่อนว่าเรื่องที่นายจะรับเด็กสามคนจากบ้านพี่สาวมาเลี้ยง ฉันก็ไม่เห็นด้วย ตอนนี้นายยังจะรับเด็กสองคนนี้มาเลี้ยงอีก ฉันก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน”
“ฉันเจียงซูหนิงทั้งสาวทั้งสวย แถมยังมีงานดี ๆ ทำ ต่อให้นายเป็นนายทหาร ฉันก็ไม่มีวันไปเป็นแม่เลี้ยงให้ใคร”
สีหน้าถังจื้อจวินเผยความกระอักกระอ่วนขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นอย่างที่คนนั้นบอกไว้จริง ๆ ยังดีที่วันนี้เขากลับมาโดยไม่ได้เล่าทุกอย่างออกไป
“พ่อคะ คุณน้าไม่ชอบพวกเราใช่ไหม” เสี่ยวหลานจูงมือเสี่ยวปิน ยืนอยู่ข้างถังจื้อจวินอย่างหวาด ๆ ก่อนแอบเหลือบมองเจียงซูหนิง
ราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาของเจียงซูหนิง เสี่ยวหลานก็ก้มหน้าลงอย่างน่าสงสาร
เห็นเด็กเป็นแบบนั้น ถังจื้อจวินก็ไม่พอใจ แต่เพราะมีคนรอบข้างมองอยู่ เขาจึงไม่ได้พูดจารุนแรง “ซูหนิง ตอนนี้เธอกำลังโมโหเกินไป ฉันให้เวลาเธอใจเย็นก่อน พรุ่งนี้ฉันค่อยมาหา”
เจียงซูหนิงปฏิเสธเสียงเย็น “ไม่ต้องหรอก ฉันว่านายตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเลี้ยงลูกให้คนอื่น เรื่องของเราจบแค่นี้เถอะ” เธอถอดนาฬิกาข้อมือออกแล้ววางลงบนโต๊ะ “นี่นาฬิกาที่นายซื้อให้ เอาคืนไป เราไม่ติดค้างกันแล้ว”
ก่อนหน้านี้ตอนคุยกันเรื่องแต่งงาน ถังจื้อจวินถึงได้ซื้อให้นาฬิกาเรือนหนึ่ง ตอนนี้เลิกกันแล้วก็สะดวกดี
เห็นเจียงซูหนิงถึงกับคืนนาฬิกาให้ ถังจื้อจวินก็ใจหายวาบ นี่ซูหนิงหมายความว่ายังไง ตอนที่เธอรู้ว่าเขารับเด็กสามคนจากบ้านพี่สาวมาเลี้ยง แม้เธอจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้เด็ดขาดขนาดนี้
คราวนี้เขาพาเด็กของเพื่อนร่วมรบมาด้วย ทำไมถึงไม่เห็นด้วยขึ้นมาได้ เสี่ยวหลานกับเสี่ยวปินก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความเสียหน่อย ทำไมซูหนิงถึงได้โมโหขนาดนี้
หรือว่าเธอรู้แล้ว?
“ซูหนิง อย่าเพิ่งวู่วาม เราคบกันมาตั้งนานแล้ว ยังไงก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ถึงเสี่ยวหลานกับเสี่ยวปินจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของฉัน แต่พ่อของพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมรบที่เคยช่วยชีวิตฉันไว้ในสนามรบ ตอนนี้เขาเสียชีวิตแล้ว ส่วนแม่ก็แต่งงานใหม่ ฉันได้ยินมาว่าปู่กับย่าของพวกเขาก็อายุมากแล้ว ฉัน...”
“ถังจื้อจวิน ไม่ต้องมาพูดเหตุผลสวยหรูอะไรกับฉันหรอก ต่อไปนายอยากรับเด็กมาเลี้ยงกี่คนก็รับไป ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว เราเลิกกัน”
เจียงซูหนิงไม่กินข้าวต่อแล้ว เธอสวมรองเท้าหนังสีดำ เดินตึงตังกลับบ้าน
ทิ้งถังจื้อจวินไว้คนเดียว สีหน้าแข็งค้างอยู่กับเด็กสองคน
“พ่อคะ” เสี่ยวหลานเรียกเสียงเบาอย่างหวาด ๆ
“ไม่เป็นไร กินข้าวเถอะ” ถังจื้อจวินปลอบ
เจียงซูหนิงกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า แม่เจียงกำลังทำกล่องไม้ขีด พอเห็นลูกสาวกลับมาก็ถามอย่างประหลาดใจ “ซูหนิง ทำไมกลับมาตอนนี้ล่ะ”
เจียงซูหนิงเข้าห้องไปหยิบเส้นบะหมี่ แล้วออกไปต้มกินตรงระเบียงด้านนอก ยังไม่ลืมใส่ไข่ดาวเพิ่มอีกฟอง
พ่อเจียงกับแม่เจียงเคยเป็นคนงานโรงงานผ้าขนหนู บ้านหลังนี้เป็นหอพักคนงานที่หน่วยงานจัดให้ จะเข้าห้องน้ำก็ต้องไปใช้ห้องน้ำสาธารณะด้านนอก ส่วนทำอาหารก็ทำได้แค่ตั้งเตาถ่านไว้ตรงระเบียง
ทั้งครอบครัวอยู่กันอย่างแออัดในห้องขนาด 30 ตารางเมตร เจียงซูหนิงอยากย้ายออกไปอยู่ข้างนอกมานานแล้ว
“แม่ถามอยู่นะ วันนี้เสี่ยวถังไม่ได้นัดลูกไปกินข้าวเหรอ ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะ” หรือเสี่ยวถังมีธุระกะทันหัน
น้ำในหม้อเดือดแล้ว เจียงซูหนิงใส่เส้นบะหมี่ลงไปต้ม ก่อนตอบเนือย ๆ ว่า “แม่ หนูเลิกกับถังจื้อจวินแล้ว ต่อไปอย่าพูดถึงเขาอีก”
“อะไรนะ?” แม่เจียงรีบคว้าแขนลูกสาว “ทำไมถึงเลิกกันล่ะ งานของเสี่ยวถังดีจะตาย ดูลูกสิ อารมณ์ร้อนเกินไปหรือเปล่า ไปคุยกับเสี่ยวถังดี ๆ สิ พวกเธอคบกันมาตั้งปีแล้ว แถมเตรียมจะแต่งงานกันอยู่แล้ว จะเลิกกันง่าย ๆ ได้ยังไง”
“แม่ หนูเป็นลูกแม่นะ แม่ไม่เข้าข้างหนู แล้วจะไปเข้าข้างคนนอกทำไม”
“ก็เพราะลูกเป็นลูกแม่นี่แหละ แม่ถึงรู้จักลูกดี ลูกนิสัยยังไง ลูกไม่รู้ตัวหรือไง เสี่ยวถังเป็นคนดี งานการก็ดี แถมยังยอมลูกอีก ลูกอดทนหน่อยไม่ได้หรือไง อย่างน้อยก็ทำเป็นอดทนไปจนกว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนก็ยังดี การแต่งงานของทหารไม่ใช่เรื่องที่จะหย่ากันง่าย ๆ หรอกนะ”
“หนูไม่มีอะไรจะพูดกับถังจื้อจวินแล้ว ถ้าเขามาหาหนูที่บ้าน แม่ก็ไม่ต้องสนใจเขานะ”
แม่เจียงตบหลังเจียงซูหนิงฉาดหนึ่ง “ทำเป็นวางท่าไปได้ คนดี ๆ อย่างเสี่ยวถังหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เลิกกับเขาแล้ว ลูกจะไปหาคนแบบนี้จากไหนอีก”
“ใช่สิ คนที่เสนอตัวเป็นพ่อให้ลูกคนอื่นแบบนี้ ทั้งอำเภอคงหาได้ไม่กี่คนหรอก”
เจียงซูหนิงไม่เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้คนที่บ้านฟัง แม่เจียงจึงไม่รู้ว่าถังจื้อจวินรับเด็กมาเลี้ยงกี่คน แต่ในเมื่อเลิกกันแล้ว เจียงซูหนิงก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป
“อะไรนะ เป็นพ่อให้ลูกคนอื่น? เสี่ยวถังไปพัวพันกับผู้หญิงคนอื่นเหรอ” แม่เจียงถกแขนเสื้อขึ้น “เล่ามาให้ชัดเลย ไม่มีใครเขารังแกกันแบบนี้หรอก รอพ่อกับพี่ชายใหญ่เลิกงานกลับมา แล้วพวกเราไปหาเขาด้วยกัน”
เจียงซูหนิงตักบะหมี่ที่ต้มสุกแล้วใส่ชาม ยกเดินกลับเข้าไปในห้อง “แม่ ไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก เขาเป็นทหาร มีกฎระเบียบของหน่วยงาน เขาไม่กล้าไปพัวพันกับผู้หญิงอื่นหรอก แต่เขากลับแอบรับเด็กห้าคนมาเลี้ยงโดยไม่บอกหนู ห้าคนเลยนะ”
เจียงซูหนิงชูมือขึ้นข้างหนึ่ง มองนิ้วทั้งห้านิ้ว “แม่ หนูยังไม่ได้แต่งงานเลย แต่เขามีลูกห้าคนแล้ว ลูกสามคนของพี่สาวเขา แล้วก็ลูกสองคนของเพื่อนร่วมรบ ถ้าหนูแต่งเข้าไป ยังจะมีลูกเองได้อีกไหม ถ้าหนูมีลูกแล้ว ต่อไปเขาจะยังรับเด็กมาเลี้ยงอีกหรือเปล่า ต่อให้เป็นเจ้าที่ดินสมัยก่อนก็ยังไม่ขูดรีดคนรับใช้ขนาดนี้เลย”
“อะไรนะ?” แม่เจียงขมวดคิ้ว “ทำไมก่อนหน้านี้ลูกไม่บอกเรื่องนี้กับที่บ้าน”
เจียงซูหนิงพูดอย่างน้อยใจ “จะบอกไปทำไม พวกแม่ก็เอาแต่หวังให้หนูแต่งงาน จะได้ยกงานให้พี่รอง หนูพูดไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
โจวเสวี่ยเหมยโกรธจนชี้หน้าเจียงซูหนิง “ลูกคิดกับพ่อแม่แบบนี้ได้ยังไง ใช่ พวกเราอยากให้ลูกแต่งงานแล้วสละงานให้พี่ชายรอง จะได้ให้เขากลับเข้าเมือง แต่ลูกก็ถึงวัยแต่งงานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ พี่ชายรองได้กลับเข้าเมืองแล้ว เงินเดือนเขาจะแบ่งให้ลูกครึ่งหนึ่ง ลูกไม่ต้องทำงานก็ยังได้เงินครึ่งหนึ่ง จะมีอะไรไม่พอใจอีก ถ้าอยากทำงาน วันหลังมีโอกาสก็ไปสอบใหม่ได้นี่”
