บทที่ 5 หาข้ออ้างที่ฟังดูไม่เลวทรามเกินไป
“บังเอิญเลย ฉันก็ไม่มีที่อยู่เหมือนกัน อยู่ด้วยกันไหม?”
ตอนที่หลินเฟยพูดประโยคนี้ออกมา ตัวเขาเองยังชะงักไปเลย
แต่คำพูดมันก็โพล่งออกไปแล้ว เก็บคืนไม่ได้
ห้องนั่งเล่นเงียบไปประมาณสามวิ
จากนั้นสาวแขนลายก็เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ บุหรี่หล่นจากปาก ตกใส่ขาลายของเธอจนลวก เธอร้องโอ๊ยแล้วกระโดดขึ้นมา มือหนึ่งตบขา อีกมือชี้ไปที่หลินเฟย “ให้ตาย! ให้ตายเหรอ?!”
สาวขาลายดีดตัวจากโซฟาทันที ไม่ทันได้ใส่ถุงน่องตาข่ายด้วยซ้ำ เท้าเปล่าเหยียบพื้น ดวงตาเบิกกว้างเหมือนกระดิ่งทองแดง “พี่พูดว่าอะไรนะ?”
สาวผมเขียวกับสาวผมชมพูมองหน้ากัน แล้วกรี๊ดพร้อมกัน
สาวผมม้าอุ้มแมวอยู่ อ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ แมวกระโดดลงจากอ้อมกอดเธอ เธอยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
มีแค่ไป๋เซี่ยวจิ้งที่ไม่ขยับ
เธอยังคงอยู่ในท่าเอียงตัวแบบนั้น มือหนึ่งจับข้อมือของหลินเฟย อีกมือเพิ่งจะบี้ก้นบุหรี่ดับ
แสงขาวจากหลอดไฟประหยัดพลังงานส่องบนใบหน้าเธอ เธอจ้องมองหลินเฟยอยู่หลายวินาที ยืนยันว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
แล้วเธอก็หัวเราะ
เธอทิ้งตัวพิงพนักโซฟา หัวเราะจนหัวไหล่กระตุก
“พี่”
เธอหัวเราะพอแล้ว ปัดผมที่ปรกหน้าออกไปไว้หลังหู เอียงคอคอมองหลินเฟย
“ร่างกายพี่ไหวเหรอ?”
สมองของหลินเฟยดับวูบไปหนึ่งวินาที
ความตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาวสุดเปรี้ยว
ไม่อ้อมค้อม ไม่เล่นมุกเป็นนัย ไม่ทำเรื่องพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ อะไรนั่น
อยากรู้อะไรก็ถาม อยากพูดอะไรก็พูด
แฟนเก่าที่หลินเฟยคบมาสามปี จับมือกันทีต้องปูพื้นตั้งสามวัน จุ๊บกันทีต้องดูหนังสร้างบรรยากาศก่อน เรื่องที่ล้ำไปกว่านั้นยิ่งไม่ต้องคิดเลย แค่เอ่ยถึงก็หงุดหงิด บอกว่าเขาไม่เคารพเธอ
สามปี
จำนวนครั้งที่ได้จูบนับด้วยมือข้างเดียวยังได้
ส่วนผู้หญิงตรงหน้านี้รู้จักเขาไม่ถึงสามชั่วโมง มาซบข้างหูถามว่าร่างกายเขาไหวไหม
“พอแล้วพี่ พวกเราเข้าใจ”
สาวแขนลายจุดบุหรี่ใหม่ คาบไว้ในปาก แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
ตอนที่เธออ้าปากพูด ตุ้มหูลิ้นบนลิ้นถูกแสงหลอดไฟประหยัดพลังงานส่องแวบหนึ่ง เป็นสีเงิน เม็ดเล็ก ๆ ฝังอยู่บนปลายลิ้น
“พี่เลี้ยงปิ้งย่างพวกเรา ซื้อเหล้าตั้งเยอะ หมดไปห้าร้อยหกร้อย พวกเราหกคนที่แม้แต่ค่า ชานมไข่มุกยังรวบรวมกันไม่พอ จะทำตัวไร้มารยาทไม่ได้”
เธอคีบบุหรี่ออก เขี่ยขี้บุหรี่ ตุ้มหูลิ้นก็แวบวาบอีกครั้ง
“ว่าไง? อยากลองไหม?”
หลินเฟยมองสาวแขนลาย
เธอพิงโซฟา แขนข้างที่มีรอยสักพาดอยู่บนพนักโซฟา แขนเสื้อถกขึ้นไปถึงไหล่ จากข้อมือจนถึงหัวไหล่เต็มไปด้วยรอยสัก
ปลาคราฟ ดอกบัว ลายเมฆ และตัวอักษรอีกแถวหนึ่งที่เขาอ่านไม่ออก
รอยสักปกคลุมทั่วทั้งแขน บางจุดยังไม่ได้ลงสี ภายใต้แสงหลอดไฟประหยัดพลังงานสะท้อนแสงสีเขียวอมดำ
เธอดูอายุอย่างมากก็ยี่สิบปี
พูดจาราวกับเป็นคนที่คลุกคลีในสังคมมาสิบปี
หลินเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง
เพราะยังไงเด็กสาวสุดเปรี้ยวก็ใช้ชีวิตค่อนข้างเรื่อยเปื่อย ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา ระบบที่เขาเพิ่งได้มาก็...
เขากำลังหาเหตุผล
ระหว่างที่หาเหตุผล สมองของเขาก็ตอบตกลงไปแล้ว แต่ปากมันก็ต้องพูดอะไรสักอย่าง
พูดว่า “ดี” มันตรงเกินไป พูดว่า “ไม่ดี” มันก็เสแสร้งเกินไป ต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูไม่เลวทรามเกินไป
“จริง ๆ นะ”
หลินเฟยเอ่ย พยายามทำน้ำเสียงให้ฟังดูจริงใจขึ้นอีกนิด
“ฉันเพิ่งเลิกกับแฟน เธอย้ายออกไปแล้ว ห้องเช่าที่อยู่ด้วยกันฉันจ่ายค่าเช่าทั้งหมดคนเดียวไม่ไหว ตอนบ่ายวันนี้ฉันนั่งยอง ๆ อยู่ริมฟุตบาทสูบบุหรี่ ก็เพราะไม่มีที่ไป”
คำพูดนี้จริงบ้างโกหกบ้าง
ส่วนที่เป็นจริงคือเขาเพิ่งเลิกกับแฟนจริง ๆ และก็นั่งยอง ๆ ริมฟุตบาทสูบบุหรี่จริง ๆ
ส่วนที่โกหกคือเขาไม่ได้จ่ายค่าเช่าไม่ไหว
ในกระเป๋ามีเงินอยู่สองหมื่นกว่า ระบบก็ยังคงทำงานคืนเงินให้เรื่อย ๆ เขาจ่ายไหว
แต่ตอนนี้พูดเรื่องนั้นไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญคือข้ออ้างนี้ฟังดูมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ
“ไม่มีที่อยู่จริง ๆ”
เขาย้ำอีกครั้ง แล้วควักโทรศัพท์ออกมา เลื่อนไปที่โพสต์ในโมเมนต์ที่แฟนเก่าโพสต์ไว้บ่ายวันนี้ ในรูปเธอซบไหล่ผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ต ระบุตำแหน่งอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง
“ดูสิ”
เขายกโทรศัพท์ขึ้น
หัวทั้งหกเบียดเข้ามาพร้อมกัน
ไป๋เซี่ยวจิ้งชำเลืองมอง ปากเบ้ “แค่นี้เอง? พี่ แฟนเก่าพี่หน้าตาแค่นี้เองเหรอ?”
สาวแขนลายขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ตุ้มหูลิ้นแวบวาบระหว่างริมฝีปาก “พี่ พูดตามตรงนะ ผู้หญิงคนนี้ไม่คู่ควรกับพี่”
สาวขาลายยืนเขย่งปลายเท้าเปล่ามองมาจากด้านหลัง “หน้าแต่งรูปปะ คางแหลมขนาดแทงคนตายได้”
สาวผมเขียว “ฟิลเตอร์ซ้อนไปสิบชั้น”
สาวผมชมพู “เสื้อเชิ้ตผู้ชายคนนั้นยับขนาดนั้น ดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนรวย”
สาวผมม้าพูดเบา ๆ “ยังสวยไม่เท่าสาวผมทองของพวกเราเลย”
ไป๋เซี่ยวจิ้งหันไปขึงตามองสาวผมม้า แต่ก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
หลินเฟยเก็บโทรศัพท์กลับมา ยัดใส่กระเป๋ากางเกง
แฟนเก่าหน้าตาดีไม่ดี ตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว
สิ่งสำคัญคือข้ออ้างนี้ถูกสาว ๆ ทั้งหกยอมรับโดยไม่มีข้อกังขา แม้แต่ใครก็ไม่ถามอะไรเพิ่มอีก
“พี่ ไม่ต้องกลัว”
สาวผมม้าเอ่ยขึ้นมาทันใด
น้ำเสียงเธอยังเบาเหมือนเดิม แต่ประโยคนี้เธอพูดชัดเจนกว่าประโยคไหน ๆ ก่อนหน้านี้
เธอก้มลงอุ้มแมวจรที่กระโดดลงไปกลับขึ้นมาใหม่ วางคางบนหัวแมว แล้วเงยหน้ามองสาวแขนลาย
“อย่ามองว่าแขนลายเป็นแบบนี้”
เธอพูด
“ยังบริสุทธิ์อยู่เลย”
สายตาหลินเฟยเบนไปทางสาวแขนลายโดยไม่รู้ตัว
สาวแขนลายกำลังคาบบุหรี่อยู่ พอได้ยินคำนี้แทบจะกลืนบุหรี่ลงคอ
“ผมม้า ไอ้...”
เธอคว้ากระป๋องเบียร์เปล่าขว้างใส่ สาวผมม้าอุ้มแมวก้มหลบ กระป๋องเบียร์ลอยข้ามหัวเธอไป กระทบผนังแล้วกระเด้งตกพื้น กลิ้งส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งอยู่สองรอบ
สาวแขนลายหน้าแดง
พวกที่สักเต็มแขนทั้งปลาคราฟ ดอกบัว ลายเมฆ นักเลงตัวจริง กลับเพราะคำว่า “ยังบริสุทธิ์อยู่เลย” แค่สี่คำ หน้าแดงตั้งแต่คอไปจนถึงใบหู
ตุ้มหูลิ้นในปากขยับไปมา อยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก สุดท้ายสูบบุหรี่แรง ๆ ลากหนึ่ง แล้วพ่นควันเป็นลำพุ่งไปทางสาวผมม้า
“มึงนี่พูดมากชิบหายเลย!”
สาวผมม้าหลบอยู่หลังแมว ยิ้มออกมาได้อย่างยากลำบาก
หลินเฟยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
สาวแขนลายดูเป็นคนที่กร้านโลกที่สุดในหกคนนี้
แขนลาย ตุ้มหูลิ้น บุหรี่ไม่เคยห่างมือ พูดจาหยาบคายยิ่งกว่าผู้ชายอีก
แต่ที่ไหนได้ ยังบริสุทธิ์
เอาไว้ข่มขวัญคนอื่น
กลเม็ดนี้เขาเข้าใจดี
พวกที่คลุกคลีในสังคมล้วนเป็นแบบนี้ ยิ่งปากกล้าพูดอะไรได้ทุกเรื่อง พอถึงเวลาเอาจริงกลับขี้ขลาด
พวกที่เล่นสนุกจริง ๆ ไม่เคยส่งเสียงเอะอะ
“พี่”
เสียงของไป๋เซี่ยวจิ้งดังแนบข้างหูอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอขยับเข้ามาอีกแล้ว คุกเข่าอยู่บนโซฟา มือหนึ่งยันพนักโซฟา ตัวเอนมาจากด้านข้าง
ผมทองของเธอเสียดสีกับคอของหลินเฟย จั๊กจี้
“พี่เป็นคนดี”
“ถ้าพี่อยาก...”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง
“พวกเราหกคน เลือกได้ตามสบาย”
“รับประกันว่าสะอาด”
หลินเฟยมองไป๋เซี่ยวจิ้ง
พี่เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้าพวกเรา พวกเราก็ควรตอบแทนพี่
พวกเราไม่มีอะไรแล้ว เหลืออยู่แค่นี้
ตรรกะของเด็กสาวสุดเปรี้ยว
เรียบง่าย รุนแรง ตรงไปตรงมา
ไม่เหมือนผู้หญิงบางคน ที่ทำตัวอิดเอื้อนครึ่งค่อนวันแม้แต่มือก็ไม่ให้จับ
ดูหนังต้องซื้อตั๋ว กินข้าวต้องเลือกร้านแพง วันเทศกาลต้องมีของขวัญ วันครบรอบต้องมีความรู้สึกพิเศษ จากนั้นก็มาจับมือแล้วบอกว่า “ฉันว่าเราใกล้ชิดกันเร็วเกินไปแล้ว”
สามปี
หลินเฟยนึกถึงแฟนเก่า อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสามปีนั้นเหมือนกับเงินที่จ่ายไปอย่างสูญเปล่ามหาศาล
ไป๋เซี่ยวจิ้งยังคงซบอยู่ข้าง ๆ เขา รอคำตอบจากเขา
ข้างนอกหน้าต่างฟ้ามืดสนิทแล้ว
ในย่านชุมชนเก่าแก่มีคนเปิดเพลงอยู่ ไม่รู้มาจากตึกไหน เสียงเบสกระหึ่มจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือนเล็กน้อย
หลอดไฟประหยัดพลังงานในห้องนั่งเล่นส่งเสียงดังหึ่ง ๆ เบา ๆ คละเคล้ากับเสียงครางของตู้เย็น
หลินเฟยมองดูห้องเช่ารวมนี้
ผนังลอกเป็นหย่อมใหญ่ สปริงโซฟาเสียไปสองอัน ขาโต๊ะกลางพันด้วยเทปกาว พื้นมีรอยคราบน้ำยาวจากห้องครัวไปถึงห้องน้ำ
มุมห้องนั่งเล่นกองกระสอบฟางอยู่หลายใบ ข้างในน่าจะเป็นข้าวของทั้งหมดของพวกเธอ
จากนั้นเขาก็มองดูทั้งหกคน
ไป๋เซี่ยวจิ้งนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเขา เข่าแนบกับเบาะโซฟา
สาวแขนลายพิงอยู่ที่ปลายอีกด้านของโซฟา
สาวขาลายขดตัวอยู่ริมโต๊ะกลาง
สาวผมเขียวกับสาวผมชมพูซบหัวกันหลับอยู่
สาวผมม้าอุ้มแมวนั่งอยู่หน้าประตูระเบียง
หกคน
รวมกันแล้วเงินไม่ถึงห้าหยวน
พรุ่งนี้เจ้าของห้องจะมาไล่ที่ตอนสิบโมงเช้า
หลินเฟยสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แตะซองบุหรี่
หยิบออกมาคาบไว้หนึ่งมวน ไป๋เซี่ยวจิ้งไม่รู้ว่าควักไฟแช็กมาจากไหน เป๊าะ แล้วจุดให้เขา
เขาสูดเข้าไปหนึ่งคำ ควันบุหรี่กระจายตัวในแสงขาวของหลอดไฟประหยัดพลังงาน
“ค่าเช่า”
เขาพ่นควันออกมา “พรุ่งนี้ฉันจ่าย”
ไฟแช็กในมือไป๋เซี่ยวจิ้งหล่นลงบนโซฟา
“ส่วนเรื่องนั้น”
เขาสูดบุหรี่อีกคำ
“เอาไว้ทีหลัง”
สาวแขนลายกระโดดข้ามมาจากปลายโซฟา คุกเข่าอยู่ริมโต๊ะกลาง ตาเบิกกว้างมองเขา
สาวขาลายเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
สาวผมเขียวกับสาวผมชมพูสะดุ้งตื่นเพราะเสียง ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
สาวผมม้ากอดแมวแน่นขึ้นเล็กน้อย
ไป๋เซี่ยวจิ้งไม่ขยับ
เธอมองหลินเฟย มองอยู่นานมาก
จากนั้นเธอก็ก้มลงเก็บไฟแช็กที่ตกบนโซฟา แล้วยัดกลับเข้าไปในลิ้นชักใต้โต๊ะกลาง
ตอนหมุนตัว ไหล่ของเธอกระแทกกับไหล่ของหลินเฟย แล้วก็ไม่ยอมขยับหนี
“พี่”
เธอซุกหน้าลงในช่องว่างระหว่างแขนของเขากับพนักโซฟา เสียงอู้อี้
“พี่แม่ง... เป็นคนดีชิบหายเลย”