ด้วยความเร็วในตอนนี้ อีกสามสี่วันก็น่าจะกลับถึงต้าหลีได้แล้ว
ยามนี้เป็นช่วงบ่ายแก่ แสงตะวันแผดจ้าลอยสูงกลางฟ้า เผาผลาญผืนทะเลทรายกว้างใหญ่
หลังจ่ายเงินเข้าเมืองแล้ว หลี่ฝานก็คิดจะหาร้านอาหารสักแห่ง กินอะไรลองท้องก่อน
แต่ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น เขาก็กระตุกบังเหียนหยุดม้าในฉับพลัน
“หืม? มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล...”
หลี่ฝานกวาดตามองซ้ายขวา ความรู้สึกว่ามีคนกำลังจับจ้องพลันผุดขึ้นในใจ
สัญชาตญาณเฉียบคมที่ได้มาจากการเข่นฆ่านับครั้งไม่ถ้วนทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย
ชั่วพริบตา ความเย็นเยียบเสียดกระดูกก็แผ่เข้าจู่โจม
ฟิ้ว!
เสียงแหวกอากาศสั่นสะเทือนดังขึ้น ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามา!
“ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวแล้วหรือ?”
ร่างหลี่ฝานวูบไหว หลบลูกธนูสังหารที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด
แม้เขาจะคาดไว้แล้วว่านักฆ่าจากสำนักชิงอวิ๋นจะลงมือ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะอดทนถึงเพียงนี้ คอยซุ่มติดตามมาตลอด จนกระทั่งถึงแคว้นโหลวหลานจึงค่อยลงมือซุ่มโจมตี
“ตัวตลกชั้นต่ำ ไสหัวออกมา!”
ฟิ้ว ฟิ้ว!
เงาร่างสองสายวูบไหวรวดเร็วประหนึ่งภูตผี พริบตาเดียวก็ปรากฏตรงหน้าหลี่ฝาน กลิ่นอายเยียบเย็นกดดันผู้คน
ทั้งสองสวมชุดสำนักชิงอวิ๋นแบบเดียวกัน เสื้อรัดกายขลิบขอบเงิน ปลายแขนปักลายเมฆาเขียวพลิ้วไหว เอวห้อยกระบี่ยาวแบบเดียวกัน ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึก
ผู้นำมีอายุราวสามสิบปี ใบหน้าเย็นเยียบ โหนกแก้มสูงเล็กน้อย กลิ่นอายเหนือกว่าโจวเหลยผู้ล่วงลับอย่างชัดเจน ที่แท้เป็นยอดฝีมือผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์แล้ว!
ชายหนุ่มที่ติดตามอยู่เบื้องหลังดูมีอายุยี่สิบต้น ๆ ทว่าระดับการฝึกฝนก็อยู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์สูงสุดเช่นกัน
“ดูท่ารากฐานของสำนักชิงอวิ๋นจะลึกล้ำจริง ๆ อายุสามสิบกว่า ๆ ก็เป็นยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์แล้ว” หลี่ฝานคิดในใจอย่างไม่สบายใจนัก
