บัดนี้ ร่างกายของหลี่ฝานไม่หวั่นต่อความหนาวร้อนอีกต่อไป ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นก็ไม่อาจทำอันตรายเขาได้
ทว่าคนอื่นหาเป็นเช่นนั้นไม่ ต่อให้ดื่มสุราเข้าไปก็ช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราว ไม่มีใครรู้ว่าพวกขุนนางจะส่งคนมาเมื่อใด
หากชาวบ้านที่เขาเรียกมาช่วยต้องหนาวจนเจ็บป่วย นั่นย่อมเป็นความบกพร่องของเขา ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้พวกเขาเผารถเข็นเสีย
หยางเอ้อร์วายถูมือทั้งสองข้าง พลางมองรถเข็นไม้ที่อยู่ข้างกาย ก่อนเอ่ยเกลี้ยกล่อมหลี่ฝานเสียงเบาอย่างเสียดายว่า
“พี่ฝาน เผารถคันนี้ทิ้งไปเช่นนี้น่าเสียดายยิ่งนัก พวกเราดื่มสุราแล้วร่างกายก็อุ่นขึ้น ยังพอทนความหนาวนี้ไหว!”
“ใช่แล้ว พี่หลี่ อดทนอีกหน่อยก็ฟ้าสางแล้ว ทนอีกสักพักคงไม่เป็นไร”
“รอทหารเปิดประตูเมืองก่อน พวกเรารับเงินรางวัลแล้วเข้าเมืองไปซื้อของกินร้อน ๆ ได้ รถคันนี้ยังใช้เดินทางต่อได้ เผาทิ้งไปก็ไม่จำเป็นกระมัง...”
ทุกคนพากันส่งเสียงเกลี้ยกล่อมอย่างเซ็งแซ่
หลี่ฝานกวาดตามองทุกคน น้ำเสียงเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิด ฟังข้า ก่อไฟผิง อย่าปล่อยให้ร่างกายหนาวจนป่วย”
หลังผ่านศึกปล้นชิงของพวกโจร และศึกทหารอันธพาลเข่นฆ่าชาวบ้านมาแล้วสองครั้ง
หลี่ฝานอาศัยกำลังของตนเพียงลำพังประคองสถานการณ์และพลิกวิกฤตให้พ้นภัย บัดนี้ในใจของชาวหมู่บ้านหลิ่วซู่ เขากลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้แล้ว
เสียงอึกทึกเมื่อครู่สงบลง ทุกคนต่างทำตามคำสั่ง
พวกเขาย้ายศีรษะหลายสิบหัวลงบนพื้น รื้อรถไม้ ถอดแผ่นไม้มาแยกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นหยิบหินจุดไฟที่พกติดตัวออกมา จุดเสื่อฟางแล้วเติมฟืนเข้าไป
กองไฟลุกโชน เปลวเพลิงแผ่ความร้อนขับไล่ความหนาวเย็นรอบด้าน
ทุกคนพากันนั่งล้อมกองไฟแน่นขนัด ดื่มสุราไปพลางผิงรองเท้า ถุงเท้า และเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปพลาง
