ลู่เจี้ยนจวินขมวดคิ้ว เยาะเย้ยที่เขาไปขุดมูลสัตว์ หากเป็นตัวเขาเมื่อยังหนุ่ม คงโกรธจนลงไม้ลงมือไปแล้ว
แต่ผ่านมาสองชาติแล้ว คำพูดแบบนี้ไม่ระคายผิวเขาสักนิด
เขายังคงไม่สนใจจ้าวหงปิง
ทว่าชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมกลับไม่ยอมเลิกรา คว้าตัวลู่เจี้ยนจวินไว้
“ทำอะไรน่ะ? พี่จ้าวพูดกับนายอยู่ ทำเป็นหยิ่งไปได้!”
อีกสองคนก็ขยับเข้ามา ทั้งสามคนขวางทางในตรอกไว้เกือบมิด
จ้าวหงปิงยืนอยู่ด้านหลังสุด ล้วงมือลงกระเป๋า ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ลู่เจี้ยนจวินหันไปมองมือที่กำแขนเสื้อเขาไว้
“ปล่อยมือ”
ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมชะงักไป แต่ไม่นานก็กลับมาทำหน้าไม่ยี่หระเหมือนเดิม ก่อนเยาะว่า
“ถ้าฉันไม่ปล่อยล่ะ?”
ลู่เจี้ยนจวินไม่พูดอะไร แค่มองเขาอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่ถลึงตาหรือกัดฟัน สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
จู่ ๆ ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง ราวกับมีบางอย่างกำลังจับจ้องเขาอยู่
ความรู้สึกนั้นเหมือนตอนเด็กที่ต้องเดินไปตามทางขึ้นเขาคนเดียวในยามค่ำคืน รู้สึกเหมือนมีบางอย่างตามหลังมา พอหันไปดูก็ไม่เห็นอะไร แต่ความขนลุกขนพองกลับไม่ยอมหายไป
มือของเขาคลายออกโดยไม่รู้ตัว
สายตาลู่เจี้ยนจวินกวาดผ่านคนอื่น ๆ ก่อนจะหยุดที่จ้าวหงปิง
“จ้าวหงปิง นายคิดว่าพอมาถึงกองบัญชาการกองทหารแล้วตัวเองยิ่งใหญ่ขึ้นหรือไง?”
“นายคิดว่าพออยู่ที่นี่แล้ว ฉันไม่มีคนรู้จักอยู่ข้าง ๆ นายก็จะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ?”
รอยยิ้มของจ้าวหงปิงแข็งค้าง ใต้แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ลู่เจี้ยนจวินก้าวไปข้างหน้า คนเหล่านั้นก็ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่ท่าทางที่นัดกันไว้ แต่ขาของพวกเขาขยับไปเอง ร่างกายตอบสนองเร็วกว่าสมองว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ควรหาเรื่องด้วย
