“คุณชาย คืนนี้...คืนนี้จะปล่อยให้อ๋องอวี้ผู้นั้นมาทำลายเกียรติท่านจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
หยุนเฟิงเบ้าตาแดงก่ำ เสียงสั่นเครือ หน้าผากเขายังมีคราบเลือดจากการโขกศีรษะที่หน้าตำหนักหลงเหลืออยู่ ทว่าสีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นต่ออ๋องผู้โหดเหี้ยมผู้นั้น
เขาถือถ้วยยาส่งให้หลิวชิงฉืออย่างระมัดระวัง
นี่คือยาที่พวกเขากว่าจะหามาได้อย่างยากลำบาก บาดเจ็บสาหัสไข้สูงมาหลายวัน เกือบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ยามนี้ยาที่หมอหลวงส่งมาจึงล้ำค่ายิ่งนัก
อ๋องอวี้ผู้นั้นช่างมีใจเมตตายากนัก
ที่เขามีใจเมตตาก็เพียงเพราะ...เพราะไม่อยากให้บนเตียงเสียอารมณ์ก็เท่านั้น!
หลิวชิงฉือถือถ้วยยา จิบไปทีละน้อย
ขาดน้ำขาดอาหารติดต่อกันสามวัน บัดนี้ถ้วยยานี้กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผ่านเข้าปากเขาในหลายวันมานี้
“มิฉะนั้นจะทำเช่นไรได้เล่า”
คำตอบของเขาแผ่วเบา เกือบเป็นเพียงเสียงลมหายใจ
หยุนเฟิงคุกเข่าลงกับพื้นกระทันหัน มือทั้งสองกำชายเสื้อบางเบาของหลิวชิงฉือแน่น น้ำตาหยดใหญ่ร่วงหล่นกระทบพื้นหินเย็นเฉียบ
“คุณชาย! ให้เราหนีเถิดพ่ะย่ะค่ะ! อาศัยยามค่ำคืน...ข้าน้อยยอมพลีชีวิตนี้ ก็จะปกป้องคุณชายหนีออกไปให้ได้!”
มือที่ถือถ้วยยาของหลิวชิงฉือชะงักเล็กน้อย ไออุ่นเพียงน้อยนิดจากขอบถ้วย กลับลวกปลายนิ้วเขาจนสั่นระริก
หนีรึ
ตำหนักอ๋องแห่งนี้กำแพงสูงเรือนลึก เวรยามตรึงแน่นหนา พวกเขาสองคน คนหนึ่งบาดเจ็บหนักยังไม่หายดี อีกคนไร้เรี่ยวแรงจะจับไก่ จะหนีไปที่ใดได้
สุดท้ายก็เป็นเพียงการดิ้นรนเปล่าประโยชน์ ได้รับการหยามเหยียดที่โหดร้ายยิ่งขึ้นกลับมาเท่านั้น
เขาค่อย ๆ วางถ้วยยาลง ท้องที่ว่างเปล่าถูกน้ำยากระตุ้นจนปวดร้าวราง ๆ
ปลายนิ้วเลื่อนลงจากขอบถ้วย ห้อยอยู่ข้างกาย ร่างผ่ายผอมประหนึ่งกิ่งไม้แห้งที่ถูกหิมะพัดจนโค้งงอแล้วค่อย ๆ พยุงขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้นเขายื่นมือออก นิ้วเย็นเยียบแตะไปยังคราบเลือดที่แห้งกรังเป็นสีคล้ำบนหน้าผากของหยุนเฟิง
“อย่ากล่าววาจาโง่เขลา” น้ำเสียงเขายังคงแผ่วเบา ทว่าพกพาความสงบนิ่งที่ไม่เปิดโอกาสให้คัดค้าน “รักษาชีวิตไว้ สำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น”
เขาคล้ายกำลังโน้มน้าวหยุนเฟิง ยิ่งคล้ายกำลังตักเตือนตนเอง
บิดายังไม่ได้รับการล้างมลทิน ยังอยู่ระหว่างการเนรเทศ มารดาและน้องสาวก็กำลังตกอยู่ในสภาวะลำเค็ญ
มีชีวิตอยู่
มีชีวิตอยู่เท่านั้น ทุกสิ่งจึงมีความหวัง
เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก ล้วงหยกวงหนึ่งที่ห้อยไว้กับสร้อยคอออกมา กำไว้แน่น
ราวกับกำลังยึดเอาสิ่งปลอบประโลมใจเพียงหนึ่งเดียว
จิตใจของหยุนเฟิงราวถูกมีดกรีด เขารู้ว่านี่คือสิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่ฮูหยินทิ้งไว้ให้คุณชาย
ช่วงนี้ลำบากยากเข็ญ พวกเขาจำนำทุกสิ่งที่แลกเป็นเงินได้แล้ว ทว่าหยกวงนี้คุณชายพกติดตัวมาตั้งแต่เล็ก มีความหมายต่างจากสิ่งอื่น
เขากัดฟัน “แต่ว่า...แต่ว่าคุณชายจะทนรับความอัปยศเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ข้าน้อยได้ยินว่า...ได้ยินว่า...”
หลิวชิงฉือเอ่ยถาม “เจ้าได้ยินว่าอะไร”
แววตาของหยุนเฟิงเต็มไปด้วยความเวทนาอย่างยิ่ง กล่าวด้วยความเศร้าโกรธ
“ไม่กี่วันก่อนอ๋องอวี้มีอารมณ์ไม่สู้ดี ข้าน้อยได้ยินว่า...เมื่อคืนตำหนักบรรทมของอ๋องอวี้ไม่ได้สงบลงเลยทั้งคืน เขาตามเรียกสนมและบุรุษคนโปรดห้าคนเข้าไปปรนนิบัติต่อเนื่อง ในนั้นมีสองคนสุดท้ายถูกหามออกมา...”
สภาพเหวอะหวะเลือดเนื้อเล่าลือกันมาก็น่าสะพรึงนัก หยุนเฟิงไม่กล้าเล่าให้คุณชายของตนฟัง
การทรมานเช่นนี้ คุณชายที่เติบโตมาในความหรูหราฟุ่มเฟือยตั้งแต่เล็กจะทนรับได้อย่างไร
ภายใต้แสงเทียนไข สีหน้าของหลิวชิงฉือราวกับหลุดลอกสีสันไปชั้นหนึ่ง แม้แต่ริมฝีปากที่เดิมก็ไม่ค่อยมีสีเลือด ก็ยิ่งซีดจางราวถูกสูบเอาอุณหภูมิสุดท้ายไปจนหมดสิ้น
ความสงบเยือกเย็นทั้งหมดเป็นเพียงการฝืนข่มไว้
คำพูดของหยุนเฟิง บดขยี้การหลอกลวงตัวเองเพียงน้อยนิดนั้นจนแหลกละเอียด
เซียวเหยี่ยนเก็บตัวอยู่ลำพังในตำหนักบรรทม เขาอาศัยข้อมูลที่เสี่ยวเคจัดหาให้เริ่มทำความคุ้นเคยกับตำหนักอ๋อง
“เจ้าลองเล่าให้ข้าฟังอีกทีสิ ข้อกำหนดและคะแนนของภารกิจนี้เป็นเช่นไรแน่” เซียวเหยี่ยนถาม
เสี่ยวเค “เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะท่านเจ้าบ้าน ข้อกำหนดภารกิจล้วนมาจากศูนย์กลางสมองหลักแจกจ่ายลงมาโดยตรง จากนั้นจึงให้เสี่ยวเคเผยแพร่แก่ท่านเจ้าบ้าน เสี่ยวเคไม่มีสิทธิ์แก้ไข แต่การให้คะแนนสุดท้ายจะเป็นเสี่ยวเคประเมินตามพัฒนาการของเนื้อเรื่องและวิเคราะห์สถานการณ์เอานะคะ!”
เซียวเหยี่ยนฟังอย่างสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกำลังพิเคราะห์คำพูดของเสี่ยวเคทีละคำ
ข้อกำหนดภารกิจไม่มีสิทธิ์แก้ไข แต่คะแนนสุดท้ายกลับให้ระบบที่ดูสติปัญญาไม่ค่อยสูงนี้เป็นผู้ประเมิน
เช่นเมื่อครู่ “ทำลายแนวป้องกันจิตใจของหลิวชิงฉือ” เขาเพียงแค่ลองเอ่ยถึงประโยคหนึ่ง เสี่ยวเคก็ประเมินให้ภารกิจผ่านไป 30% ทันที
ดูได้ว่าระบบนี้ดูเหมือนจะไม่เข้าใจตรรกะเหตุผลใด ๆ เลย หากมันเข้าใจ มันอย่างน้อยก็น่าจะรู้ว่าข้อกำหนดภารกิจแท้จริงแล้วคือ “ใช้การครอบครองหลิวชิงฉืออย่างบังคับเพื่อทำลายแนวป้องกันจิตใจของเขาให้สิ้นซาก”
เซียวเหยี่ยน “อืม ข้าทราบแล้ว”
เสี่ยวเคไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งใด แถมยังค่อนข้างดีใจ “ท่านเจ้าบ้านสู้ ๆ นะคะ! ฝีมือการแสดงของท่านยอดเยี่ยมนัก เสี่ยวเคคิดว่าภารกิจอีก 70% ที่เหลือไม่มีปัญหาแน่นอนเลย!”
เซียวเหยี่ยน “...อืม”
สนธยาเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในตำหนักบรรทมได้จุดโคมไฟแล้ว
หลิวชิงฉือถูกหามเข้ามาจริง ๆ
แคร่หามคันหนึ่งหามมาถึงหน้าตำหนักบรรทม จากนั้นมีคนยกเก้าอี้ส่งเข้าไปในตำหนักชั้นใน
เก้าอี้ถูกนำออกไป เขาถูกสององครักษ์ชั้นในแทบจะครึ่งประคองครึ่งจูงมายังใจกลางตำหนักบรรทม
เขาถูกชำระล้างกายอย่างเร่งรีบมาแล้วอย่างชัดเจน สวมอาภรณ์ลำลองสีจันทร์ขาวสะอาดตา อัญมณีหยกเรียบง่ายปักผมดำขลิบ เผยใบหน้าซีดขาวเกือบโปร่งแสงทั้งใบ
อาภรณ์เรียบง่ายสะอาดตาชุดนั้น มิได้ลดทอนความสง่างามของเขา กลับยิ่งขับให้เขาดั่งนกกระเรียนขาวที่ถูกบีบบังคับให้ร่วงหล่นสู่โคลนตม พกพาความงามที่เหมือนจะแตกสลายได้ง่าย
องครักษ์ชั้นในที่คุมตัวเขาปล่อยมือ ถอยออกจากตำหนักบรรทม
สูญเสียการพยุง ร่างของหลิวชิงฉือโยกเล็กน้อย เกือบยืนไม่อยู่
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาสีไหลีนั้นจำต้องมองประสานกับสายตาของเซียวเหยี่ยน
เซียวเหยี่ยนเอนกายครึ่งหนึ่งบนเก้าอี้นวม อาภรณ์ลำลองสีดำนิลของเขาเปิดชายออกเล็กน้อย ดวงตาลึกล้ำมืดมิด
“ขึ้นเตียง” เขาเอ่ยคำสั่ง
หลิวชิงฉือหน้าซีดลง
ตลอดทางเขาสวดวิงวอนให้อ๋องอวี้เห็นร่างที่อิดโรยเสื่อมโทรมนี้แล้วหมดอารมณ์ จะได้โยนเขากลับไปที่เรือนถิงจู๋เยวี่ยน ปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม
แต่ไม่คิดว่า...เขาจะรีบร้อนถึงเพียงนี้
หลิวชิงฉือยามนี้จะไม่ขัดขืนอีกแล้ว เขาอยากมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตอยู่ก็ต้องรู้จักยอมจำนน
“พ่ะย่ะค่ะ...”
เขาขานรับเสียงหนึ่ง หันหลังก้าวเดินไปยังเตียงนอนใหญ่หรูหราฟุ่มเฟือยหลังนั้น
สายตาของเซียวเหยี่ยนติดตามแผ่นหลังของเขา
นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะโต๊ะเล็กไม้จันทน์แดงเป็นจังหวะเสียง “ตึกตึก” ทุ้มต่ำ
น้ำเสียงของเสี่ยวเคดังขึ้นอย่างระมัดระวังในสมองของเขา “ท่านเจ้าบ้าน ตรวจพบว่าอัตราการเต้นหัวใจของท่านสูงกว่าปกติ ระดับคอร์ติซอลเพิ่มสูงขึ้น ท่านกำลังตื่นเต้นหรือไม่เจ้าคะ (,,•́ . •̀,,)”