ทันทีที่ลู่เยี่ยนจือเดินเข้ามาในทางเดินอาคาร กลิ่นอาหารก็ลอยมาแตะจมูก ไม่ใช่แค่เขา คนทั้งตึกกระทั่งกลุ่มคนที่ตั้งค่ายอยู่ในสนามก็ได้กลิ่นเช่นกัน
“พระเจ้า ใครยังทำอาหารอยู่เนี่ย”
“หอมจัง ฉันไม่ได้กินข้าวมาสามวันแล้ว”
“โครกคราก”
“หิว หิวจะตายอยู่แล้ว”
พอผลักประตูห้องออก คลื่นความร้อนก็พุ่งเข้ามา ลู่เยี่ยนจือชะงักอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหม้อไหกับอุปกรณ์ครัวที่วางเกลื่อนพื้น เตาแก๊สหลายหัวถูกจุดไฟไว้ทั้งหมด
“ทำอะไรกันอยู่”
เสี่ยวอวิ๋นชวนเงยหน้าขึ้น มือกวัดแกว่งมีดหั่นเนื้อในมืออย่างรวดเร็ว “เร็วเข้า ลู่ มาช่วยหน่อย”
ลู่เยี่ยนจือเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว ชวนให้น้ำลายสอ
ซูเสี่ยวหม่านมีเหงื่อเต็มหน้าผาก ร้อนจนหน้าแดงไปหมด พอได้ยินเสียงก็หันกลับมา
“พี่กลับมาแล้วเหรอ อาหารคงต้องรออีกสักพักนะ”
ลู่เยี่ยนจือกวาดตามองหม้อใบใหญ่ขนาด 50 ลิตรหลายใบ ใบหนึ่งนึ่งข้าว อีกใบตุ๋นซี่โครงหมู ส่วนอีกใบทำอาหารพะโล้
มิน่าทางเดินทั้งตึกถึงหอมขนาดนี้
คนพวกนี้คิดจะเปิดโรงอาหารหรือไง
“ทำไมทำเยอะขนาดนี้”
เสี่ยวอวิ๋นชวนชิงตอบก่อน
“น้องสาวบอกว่าต่อไปพวกเราต้องเดินทาง ย่อมมีเวลาที่ไม่สะดวกก่อไฟทำอาหาร สู้ทำไว้เยอะ ๆ ตอนนี้แล้วเก็บใส่มิติ ถึงตอนนั้นจะได้กินสะดวก”
อร่อยกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งเยอะ เอาออกมาจากมิติก็ยังอุ่นอยู่ด้วย
ซูเสี่ยวหม่านยิ้มแห้ง ๆ
“พี่ เราทำเสียงดังเกินไปหรือเปล่า”
พระเจ้า เธอก็แค่พูดไปอย่างนั้น ใครจะรู้ว่าสองคนนี้จะเอาจริงเอาจัง กู้สวินหยิบวัตถุดิบออกมากองพะเนิน
ไม่ทำก็ไม่ได้แล้ว
ลู่เยี่ยนจือเดินไปล้างมือที่มุมห้อง
