เจียงฮ่าวอวี่หัวเราะเบา ๆ
“โง่เอ๊ย ออกไปถามใครสักคนก็รู้แล้ว”
ไป๋เชียนเชียนฟังแล้วตาเป็นประกาย ส่งสายตาค้อนเขาอย่างแง่งอน “พี่ฮ่าวอวี่ก็ชอบแกล้งฉันอยู่เรื่อย”
แววตาของเจียงฮ่าวอวี่ลึกล้ำ เขาไม่ได้ตอบ บัญชีเก่าบางเรื่อง ถึงเวลาสะสางให้ชัดเจนแล้วจริง ๆ
ฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ ไฟในเขตปลอดภัยสว่างขึ้น ซูเสี่ยวหม่านยืนขมวดคิ้วอยู่ในลานบ้าน
ทำไมคนพวกนั้นยังไม่กลับมาอีกนะ
“พี่สาว”
เสียงเรียกดังขึ้นข้างกาย
ซูเสี่ยวหม่านไม่ขยับ
“ง่วงก็เข้าไปนอนก่อนสิ”
ทงอาอวี่ส่ายหน้า แล้วยื่นมือมากุมมือซูเสี่ยวหม่าน “ผมไม่ง่วง พวกพี่หัวหน้าอาจมีธุระเลยกลับช้าก็ได้”
ซูเสี่ยวหม่านเข้าใจดีว่าด้วยฝีมือของคนพวกนั้น คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่พอไม่เห็นพวกเขาก็ยังรู้สึกไม่คุ้นอยู่ดี
“มีแค่นายนี่แหละที่ฉลาด”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาจากฝ่ามือไม่ขาดสาย ทงอาอวี่มองมือที่กุมกันอยู่ แล้วกระชับแน่นขึ้นอีก
“พี่สาว ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่”
ซูเสี่ยวหม่านรับรู้ได้ แต่ก็ไม่ได้ดึงมือกลับ
“ได้”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าครึ้ม ทันใดนั้นสายลมเย็นก็พัดผ่าน ผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าพลันขนลุกซู่
“อาอวี่ เหมือนอากาศจะเย็นลงแล้วนะ”
ทงอาอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าที่เคยมีดวงดาวระยิบระยับกลับมืดครึ้มไปหมด ราวกับก่อนฝนห่าใหญ่จะตก ชวนให้รู้สึกอึดอัดกดดัน
“พี่สาว ท้องฟ้าวันนี้ไม่ปกติ”
ตอนนี้เพิ่งต้นเดือนกันยายน เป็นช่วงฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าว ไม่ควรมีฝนตกหนักเช่นนี้
ซูเสี่ยวหม่านพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“แย่แล้ว”
สวรรค์เอ๋ย เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมเธอถึงลืมไปได้
ทงอาอวี่ชะงักไปเล็กน้อย
