8 โมงเช้า
เซินอวิ่นอี้ยังคงหลับใหลอย่างสะลึมสะลือ
“ปัง—”
“ปัง ๆ—โครมคราม—”
เสียงกระแทกประตูห้องดังแสบแก้วหูไม่หยุด คลอไปกับเสียงตะโกนโหวกเหวก
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้ เปิดให้ฉันเร็วเข้า!”
“เสียงดังชะมัด ใครเคาะประตูกัน?” เซินอวิ่นอี้ถูกปลุกจนตื่น หลังจากงัวเงียอยู่พักใหญ่จึงค่อยลุกจากเตียง
นอกประตูมีเสียงคนรับใช้แว่วมา “คุณชายน้อย อย่าเคาะประตูแล้วค่ะ”
“ให้ผมพาไปกินมื้อเช้าดีกว่า วันนี้มีซาลาเปาไส้ปูที่คุณชายน้อยชอบด้วยนะครับ”
“รีบเปิดประตู! ใครอนุญาตให้ผู้หญิงคนนั้นมานอนห้องของแด๊ดดี้ฉัน?”
“ปัง ๆ ๆ—”
เสียงเคาะประตูและเสียงตะโกนดังขึ้นกว่าเดิม
เซินอวิ่นอี้ถูกรบกวนจนหลับต่อไม่ได้ จึงต้องฝืนลุกขึ้นทั้งที่ร่างกายยังปวดเมื่อย
ครู่ต่อมา
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลุกไปเปิดประตู
“แกร๊ก!”
ทันทีที่ประตูเปิดออก
เด็กชายวัยห้าหกขวบคนหนึ่งก็ขับรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กพุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ซี๊ด!” เซินอวิ่นอี้เกือบถูกชนเข้าให้ จึงหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ
เด็กชายจ้องเธอเขม็งอย่างร้ายกาจ ทั้งดื้อรั้นและวางอำนาจ “นังผู้หญิงบ้า เธอไม่ได้ยินเสียงฉันเคาะประตูหรือไง? ทำไมกว่าจะมาเปิดให้ฉันถึงได้ชักช้านัก?”
เซินอวิ่นอี้ขมวดคิ้ว มองป๋อฉี่เฉินแวบหนึ่ง
เขาเป็นลูกชายของเซี่ยงฉิง ปีนี้อายุห้าขวบครึ่งแล้ว
ไม่ได้เจอกันมากว่าสามปี
เขาสูงขึ้นมาก
แต่เพราะเลือกกินมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงผอมมากเป็นพิเศษ พอผอมแล้วใบหน้าก็ดูแหลมจนชวนให้นึกถึงลิงปากแหลม
“...พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่?”
คนรับใช้หลายคนมายืนอออยู่ตรงหน้าประตู สีหน้าอับจนหนทาง “คุณนายรองคะ คุณชายน้อยยืนกรานจะมาที่นี่ พวกเราก็จนปัญญาค่ะ”
พูดจบ
คนรับใช้คนหนึ่งก็รีบยิ้มประจบเกลี้ยกล่อมเขา “คุณชายน้อย อีกเดี๋ยวซาลาเปาจะเย็นแล้วไม่อร่อยนะคะ ไปกินมื้อเช้าดี ๆ กันเถอะค่ะ”
ป๋อฉี่เฉินจ้องเซินอวิ่นอี้อย่างไม่พอใจ ปากยื่นเหมือนปากหมู “ทำไมเธอถึงมาอยู่บ้านฉัน?”
“...” เซินอวิ่นอี้ขมวดคิ้ว มองเด็กคนนี้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ป๋อฉี่เฉินถูกตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เล็ก
ยิ่งพ่อของเขาตายตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งเขายังเป็นหลานชายคนโตของตระกูลป๋อ ทุกคนในบ้านจึงรักและตามใจเขาเป็นพิเศษ จนเลี้ยงดูให้กลายเป็นคุณชายตัวร้ายที่ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
เมื่อเห็นเซินอวิ่นอี้ไม่สนใจเขา
ป๋อฉี่เฉินก็ยิ่งโกรธจัด ลงจากรถคันเล็กแล้วชี้หน้าเธอพลางตะโกนลั่น “ฉันถามเธออยู่นะ! เธอมีสิทธิ์อะไรมาอยู่บ้านฉัน?”
“นี่เป็นห้องของแด๊ดดี้ฉัน รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”
เซินอวิ่นอี้มองป๋อฉี่เฉินด้วยสายตาเย็นชา
ถ้าเป็นลูกชายของเธอ ป่านนี้คงโดนเธอตบสั่งสอนไปสองฉาดแล้ว
แต่
นี่คือองค์ชายตัวน้อยผู้สูงศักดิ์ของตระกูลป๋อ เธอไม่กล้าตีหรอก
“พาเขาลงไป อย่าปล่อยให้มารบกวนฉันอีก”
พูดจบ เซินอวิ่นอี้ก็คร้านจะสนใจเด็กเหลือขอคนนี้ หันหลังเตรียมปิดประตู
ชั่วขณะที่เธอหันตัว
จี้เพชรรูปกระต่ายที่ห้อยอยู่บนคอพลันสะท้อนแสงวูบหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
ป๋อฉี่เฉินตาไว เห็นกระต่ายน้อยแสนประณีตก็ถูกใจทันที “ของที่เธอห้อยคอคืออะไร? ถอดมาให้ฉันเล่นสิ”
เซินอวิ่นอี้คร้านจะสนใจเขา หันกลับไปเตรียมปิดประตู
เพชรบนจี้ทำจากเถ้ากระดูกของแม่ เมื่อสวมติดตัวไว้ก็ราวกับแม่ยังอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป
เธอไม่มีทางยอมให้เด็กเหลือขอเอาไปเล่นแล้วลบหลู่เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมให้
ป๋อฉี่เฉินก็ยิ่งโมโห วิ่งพรวดเข้ามากระโดดแย่ง “นังผู้หญิงบ้า ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า? ฉันสั่งให้เธอเอามาให้!”
เขาเป็นคุณชายตัวแสบประจำบ้าน
ใครกล้าขัดใจเขา คนนั้นจะถูกไล่ออกทันที
เซินอวิ่นอี้พูดว่า “ฉันจะนับถึงสาม ถ้ายังไม่ลงไป ฉันจะโยนเธอลงไปเอง”
“เธอกล้าเหรอ!”
“หลีกไป”
เซินอวิ่นอี้รำคาญจนทนไม่ไหว จึงผลักเขาออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
“โอ๊ย!”
ป๋อฉี่เฉินทรงตัวไม่อยู่ ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“นังผู้หญิงบ้า เธอกล้าตีฉันเหรอ? ฉันจะไปฟ้องแด๊ดดี้กับหม่ามี้ ให้พวกเขาตีเธอจนตายเลย!”
“ฮือ ๆ ๆ...”
ป๋อฉี่เฉินร้องไห้โวยวายเสียงดัง พลางกลิ้งเกลือกไปทั่วพื้น
ชั้นล่าง
ป๋อจิ้นฉือกับเซี่ยงฉิงเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี
“เกิดอะไรขึ้น? เช้าตรู่ก็โวยวายอะไรกัน?”
ป๋อฉี่เฉินร้องไห้วิ่งลงบันได แล้วโผเข้าไปฟ้องในอ้อมแขนเซี่ยงฉิง “หม่ามี้ นังผู้หญิงคนนั้นกล้าตีผม!”
สีหน้าเซี่ยงฉิงเปลี่ยนไป เธอรีบย่อตัวลงตรวจดูตามร่างกายของลูกชาย “อะไรนะ? เธอตีตรงไหน?”
ป๋อฉี่เฉินจงใจร้องไห้เสียงดังราวกับฟ้าถล่ม “เธอผลักผมจนล้ม ก้นผมเจ็บมาก ๆ เลย แล้วยังบอกว่าจะโยนผมลงมาจากชั้นบนด้วย”
เซี่ยงฉิงได้ยินแล้วก็เจ็บปวดจนหยาดน้ำตาร่วงเผาะ “อวิ่นอี้ ฉันรู้ว่าคุณกำลังโกรธฉัน ฉันรู้ด้วยว่าคุณเกลียดฉันและไม่ชอบฉัน”
“ถ้าคุณไม่พอใจอะไร ก็มาลงที่ฉันได้เลย เฉินเฉินยังเป็นเด็กนะ คุณจะลงไม้ลงมือกับลูกชายฉันได้ยังไง?”
รูปร่างของเธอเล็กบอบบางเป็นพิเศษ ดูอ่อนแอราวกับพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
ใบหน้าก็เล็กเท่าฝ่ามือ ผิวขาวนวลดูอ่อนหวานน่ารัก ยิ่งมีดวงตากลมโตที่พราวไปด้วยหยาดน้ำตา พอเธอร้องไห้ขึ้นมา ก็ชวนให้รู้สึกราวกับทั้งโลกเป็นฝ่ายผิด
ทุกครั้งที่เธอหลั่งน้ำตา หัวใจของป๋อจิ้นฉือก็แทบแหลกสลาย
“ฉิงฉิง อย่าร้องไห้เลย ร้องต่อไปเดี๋ยวดวงตาจะเสียเอานะ”
ป๋อจิ้นฉือเจ็บปวดใจยิ่งนัก จึงค่อย ๆ เช็ดน้ำตาให้เธออย่างทะนุถนอม
เซี่ยงฉิงกลับร้องไห้หนักกว่าเดิม ดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา “จิ้นฉือ ฉันผิดเอง เมื่อคืนไม่น่าโทรหาคุณเลย”
“ถ้าเนี่ยนเนี่ยนไม่ได้ป่วยหนัก ฉันคงไม่รบกวนช่วงเวลาส่วนตัวของคุณสองคนหรอก”
ป๋อจิ้นฉือพูดว่า “อย่าพูดแบบนั้นเลย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ”
พูดจบ
ป๋อจิ้นฉือก็ขมวดคิ้วแน่น มองเซินอวิ่นอี้อย่างเดือดดาล “เซินอวิ่นอี้ เพิ่งกลับมาวันแรกก็หาเรื่องแล้วเหรอ? คุณต้องก่อเรื่องให้คนทั้งบ้านอยู่ไม่เป็นสุข ถึงจะพอใจใช่ไหม?”
เซินอวิ่นอี้นิ่งอึ้งไปสองวินาที ก่อนหัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ป๋อจิ้นฉือ ฉันไม่อยากเสียเวลาพูดกับคุณ รีบเซ็นใบหย่าเสีย ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ จะไม่มาเกะกะสายตาพวกคุณอีก”
“...” ป๋อจิ้นฉือรู้สึกอึดอัดแน่นในอก มองเธอด้วยความโกรธและไม่อยากเชื่อสายตา
ผู้หญิงใจร้ายคนนี้
เมื่อคืนบนเตียงเขาอุตส่าห์ทุ่มเทเอาใจเธอถึงขนาดนั้น ทั้งยังงัดทุกวิถีทางเพื่อให้เธอได้สัมผัส...ความสุขและความรื่นรมย์
ถึงขั้นยอมลดทิฐิอันสูงส่ง ก้มหน้าขอโทษเธออย่างจริงใจ
เธอยังจะพูดเรื่องหย่าอีกหรือ?
“เซินอวิ่นอี้ ฉันจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย คุณแน่ใจนะว่าอยากหย่า?”
เซินอวิ่นอี้มองเขาอย่างเย็นชา แล้วตอบอย่างเด็ดขาดเพียงสองคำ “แน่ใจ”
“...” ป๋อจิ้นฉือได้ยินแล้ว ลูกกระเดือกก็ขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
ดูท่าทางของเธอสิ
ไม่เหมือนคนที่กำลังงอนเลยสักนิด
แต่...
ตอนนี้เขายังไม่อยากหย่า
เดิมทีเซี่ยงฉิงร้องไห้จนแทบขาดใจ พอได้ยินว่าพวกเขาจะหย่ากัน เสียงร้องไห้ก็ชะงักลงทันที “...จิ้นฉือ อวิ่นอี้ ฉันผิดเอง อย่าทะเลาะกันจนถึงขั้นหย่าเพราะฉันเลยนะ”
“ฉันมันไร้ประโยชน์เกินไป เอาแต่พึ่งพาจิ้นฉือไปเสียทุกเรื่อง ฉันรู้สึกผิดมากจริง ๆ”
พูดจบ
เธอก็สะอึกสะอื้นพลางหันไปมองเซินอวิ่นอี้อีกครั้ง “อวิ่นอี้ ฉันรู้ว่าคุณโกรธ และรู้ว่าคุณเกลียดฉัน ถ้าอยากระบาย จะตีฉันหรือด่าฉันก็ได้ แต่เฉินเฉินยังเป็นเด็ก คุณอย่าพาลใส่เด็กอีกเลยได้ไหม?”
เธอสะอื้นจนแทบพูดไม่ออก
ร่างกายสั่นเทาจากเบา ๆ กลายเป็นสั่นระริกอย่างรุนแรง ราวกับหยาดน้ำค้างที่จะแตกสลายในวินาทีถัดไป
ป๋อจิ้นฉือเห็นดังนั้นก็รีบประคองไหล่เธอไว้ ปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดูสิ คุณร้องไห้อีกแล้ว ทั้งที่รู้ว่าหัวใจไม่ค่อยดี ห้ามปล่อยให้อารมณ์ขึ้นลงมากเกินไปนะ”
“เซินอวิ่นอี้ คุณก็รู้ว่าเธอขี้แย ทำไมถึงชอบทำให้เธอร้องไห้อยู่เรื่อย?”