อีกด้านหนึ่ง ภายในมหาวิหารแห่งนั้นเงียบงันไร้สุ้มเสียง
มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและกดกลั้นของเจียงเยว่หลีที่ดังชัด
นางพิงแผ่นหลังกับกำแพงเย็นเฉียบด่างพร้อย ก่อนค่อย ๆ ไถลลงนั่งกับพื้น
แสงแห่งความโกลาหลที่เคยเปล่งประกายรอบกายเพราะฝืนกระตุ้นพลังแห่งโลก บัดนี้เลือนรางลง เผยให้เห็นบาดแผลสาหัสทั่วร่าง
อาภรณ์ฉีกขาดหลายแห่ง เปรอะเปื้อนโลหิต โดยเฉพาะแผ่นหลัง บาดแผลจากกระบวนท่าสุดท้ายที่ตี้ซื่อเทียนใช้ฝ่ามือมารโยวหมิงฝากไว้ลึกจนเห็นกระดูก ไอมารมืดหม่นเกาะติดราวกับหนอนชอนไชกระดูก ยังคงกัดกร่อนเลือดเนื้อและเส้นลมปราณของนางไม่หยุด พยายามขัดขวางการฟื้นคืนของพลังชีวิต
สภาพภายในร่างยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม แรงสะท้อนจากการฝืนหลอมรวมต้นกำเนิดแห่งโลกทำให้เส้นลมปราณขาดสะบั้นหลายแห่ง อวัยวะภายในเคลื่อนตำแหน่ง พลังปราณกระบี่ปั่นป่วนยับเยิน แม้แต่วิญญาณก็ยังเจ็บแปลบเป็นระลอก ราวกับถูกเข็มทิ่มแทงเพราะใช้พลังมากเกินไป
ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
สี่คำนี้บรรยายสภาพของนางในยามนี้ได้อย่างถ่องแท้ ทุกครั้งที่หายใจล้วนกระทบความเจ็บปวดไปทั่วร่าง ดวงตาพร่ามืดเป็นระยะ สติคล้ายจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดไร้สิ้นสุดได้ทุกเมื่อ
“ข้าจะล้มไม่ได้...เด็ดขาด...” เจียงเยว่หลีกัดริมฝีปากล่างแน่น ความเจ็บปวดช่วยประคองสติของนางไว้ได้เล็กน้อย
นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นอย่างยากลำบาก แหวนเฉียนคุนตรงปลายนิ้วเปล่งแสงริบหรี่ ทว่ายังคงส่งความอบอุ่นสายหนึ่งมาให้
เพียงความคิดวูบเดียว ขวดหยกหลายใบก็พุ่งออกมาจากแหวน นางไม่มีเวลาแม้แต่จะพิจารณาให้ถี่ถ้วน ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเปิดจุกขวด แล้วเทของเหลวแก่นพลังดารากับโอสถรักษาบาดแผลชั้นเลิศหลายชนิดที่ส่งกลิ่นหอมเข้มข้นลงคอไปพร้อมกัน
