ขณะนั้น จ้าวอู๋จี๋ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ในลานเรือนข้าง ๆ คล้ายสัมผัสได้ว่าหลี่เทียนหยวนกลับมาแล้ว สีหน้าพลันยินดี รีบลุกออกมาต้อนรับ
ทั้งสองทักทายกันไม่กี่คำ จ้าวอู๋จี๋ก็ถามถึงเรื่องสุสานจักรพรรดิมาร หลี่เทียนหยวนจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ทำเอาจ้าวอู๋จี๋ตกตะลึงพรึงเพริด
เดิมทีเขาคาดเดาว่าผู้ที่ทำลายสำนักกระบี่มารของพวกเขาคงเป็นสำนักใหญ่ แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นตระกูลเจียงแห่งสกุลใหญ่ยุคบรรพกาล มิน่าเล่า เพียงพลิกฝ่ามือก็ทำลายสำนักกระบี่มารของพวกเขาได้
“บัดนี้ผู้ที่ทำลายสำนักกระบี่มารของพวกเจ้าติดอยู่ในสุสานจักรพรรดิมาร ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร นับว่าเจ้าได้ล้างแค้นแล้ว ต่อจากนี้คิดจะทำสิ่งใดหรือ?”
หลี่เทียนหยวนเอ่ยถาม
“สำนักกระบี่มารกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว ข้ายังจะไปที่ใดได้อีก คงทำได้เพียงหาที่สักแห่งซุกหัวเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น”
จ้าวอู๋จี๋ถอนหายใจ สีหน้าเศร้าหมองเอ่ยขึ้น ดวงตาฉายแววขมขื่น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าไม่ลองพิจารณาเข้าร่วมดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวของข้าดูเล่า?”
หลี่เทียนหยวนกล่าวเรียบ ๆ พลางมองชายชราตรงหน้า แววตาไหววูบเล็กน้อย
จ้าวอู๋จี๋ได้ยินดังนั้นก็ชะงักงัน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติกลับมา
“ประมุขหลี่...ที่ท่านพูดเป็นความจริงหรือ? ข้าสามารถเข้าร่วมดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวได้หรือ?”
จ้าวอู๋จี๋เอ่ยเสียงตื่นเต้น จ้องหลี่เทียนหยวนไม่วางตา ดวงตาเบิกกว้าง เผยให้เห็นความตกตะลึงในใจ
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวเป็นถึงสายสืบทอดมรรคสูงสุด แข็งแกร่งกว่าสำนักกระบี่มารหลายเท่า หากเขาได้เข้าไปอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าบรรพชนคุ้มครอง เป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่!
