ทั้งสองยืนอยู่ด้านนอกหอเมฆา รอบด้านอบอวลด้วยปราณวิญญาณ กลิ่นอายแห่งมหาวิถีฟ้าดินแผ่ซ่าน ราวกับกำลังยืนอยู่ในแดนเซียน ถานไถเสินซีอดถามไม่ได้ว่า “ศิษย์พี่เจียง อาจารย์...แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไร? เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงนามของท่านในเขตดาราจื่อเวยเลย?”
เจียงเยว่หลีได้ยินคำถามของถานไถเสินซี ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มลึกลับออกมา
นางส่ายหน้า เอ่ยเสียงแผ่วว่า “อาจารย์...ข้าเองก็อธิบายไม่ถูก อาจารย์เปรียบเสมือนห้วงดาราอันลึกล้ำ ภายนอกดูสงบนิ่ง ทว่าซุกซ่อนความลี้ลับไร้สิ้นสุด ส่วนเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยได้ยินชื่อท่าน บางทีอาจเป็นเพราะอาจารย์เร้นกายบำเพ็ญมาโดยตลอด จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้กระมัง”
น้ำเสียงของเจียงเยว่หลีเจือแววทอดถอนใจ นางหวนระลึกถึงคราวที่ได้พบอาจารย์ ในใจยังคงเปี่ยมด้วยความยำเกรงและซาบซึ้ง ครั้งนั้นนางเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ที่ไม่อาจบำเพ็ญได้ แต่ด้วยวาสนา อาจารย์จึงรับนางเป็นศิษย์ นับแต่นั้นนางก็เริ่มต้นเส้นทางบำเพ็ญที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
ถานไถเสินซีได้ฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย แววครุ่นคิดวูบผ่านดวงตา
ในฐานะมหาจักรพรรดิ นางยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกผู้บำเพ็ญมานานแล้ว ทั้งยังรู้เรื่องยอดฝีมือและความลับต่าง ๆ ในเขตดาราจื่อเวยเป็นอย่างดี
ทว่า การปรากฏตัวของอาจารย์กลับอยู่นอกเหนือความเข้าใจของนางโดยสิ้นเชิง ตัวตนที่สังหารว่าที่จักรพรรดิระดับอ๋องถึงสามคนได้อย่างง่ายดาย กลับไร้ข่าวคราวในเขตดาราจื่อเวย นี่ทำให้นางฉงนใจเป็นอย่างยิ่ง
“พลังฝีมือของอาจารย์ลึกล้ำจนยากหยั่งถึง”
