มู่หรงหมิงเยว่ไม่ได้สนใจการต่อสู้ระหว่างทั้งสองมากนัก กลับจับจ้องศิลาศักดิ์สิทธิ์ก้อนหนึ่งเหนือศีรษะของพวกเขา ซึ่งเปล่งประกายเจ็ดสี ดวงตาของนางทอแสงวาววับ
ศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎเกณฑ์
ศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎก้อนนี้มีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ พื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลายลี้ลับซับซ้อน แผ่กลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์อันเข้มข้น ให้ความรู้สึกกว้างใหญ่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง
“นี่มันศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎเกณฑ์!”
หัวใจของมู่หรงหมิงเยว่พลันเต้นระรัว ดวงตาเป็นประกาย
เดิมทีนางคาดว่าตรงใจกลางพายุจะต้องมีสมบัติที่ดีกว่านี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นของล้ำค่าท้าทายสวรรค์อย่างศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎเกณฑ์
นี่คือสมบัติล้ำค่าที่มีค่ากว่าเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์นับสิบหรืออาจถึงร้อยเท่า
หากหยั่งรู้แก่นแท้ของมันได้อย่างถ่องแท้ ก็จะได้รับพลังแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ขอบเขต
“ฟึ่บ!”
มู่หรงหมิงเยว่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปลายเท้าแตะอากาศเบา ๆ ร่างอรชรแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎเกณฑ์
เวลานั้นหลิงเพ่ยเฉินกับซูอวิ๋นดูเหมือนจะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของมู่หรงหมิงเยว่ ทั้งสองจึงหยุดมือพร้อมกัน ยุติการต่อสู้
แววตาของหลิงเพ่ยเฉินเย็นเยียบ จ้องมู่หรงหมิงเยว่เขม็ง ก่อนกล่าวเสียงเย็นว่า “ศิษย์น้องมู่หรง เจ้าคิดจะทำอะไร?”
สีหน้าของซูอวิ๋นก็มืดครึ้มลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คาดคิดว่ามู่หรงหมิงเยว่จะโผล่มาในเวลานี้ หมายฉวยผลประโยชน์จากการที่ทั้งสองต่อสู้กัน
