เมี่ยวฝ่าเจินเหรินกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าอยากรู้หรือ?”
เห็นเช่นนั้น อวี้ซวีจื่อและคนอื่น ๆ รีบพยักหน้าทันที
“หึ ๆ หากอยากรู้ ก็ลองให้ศิษย์ของพวกเจ้าเข้าร่วมการทดสอบออกจากสำนัก แล้วกราบเข้าสำนักยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นดูสิ ถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็จะได้สัมผัสความลึกลับในเรื่องนี้เอง”
เมี่ยวฝ่าเจินเหรินเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
จากความเปลี่ยนแปลงของมู่หรงหมิงเยว่ในตอนนี้ นางสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เพียงปลุกศักยภาพภายในร่างให้ตื่นขึ้นเท่านั้น แต่คาดว่ายังได้รับวาสนาบางอย่างที่นางมิอาจจินตนาการถึงด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี้ซวีจื่อและคนอื่น ๆ พลันชะงักไป ก่อนมุมปากจะกระตุก
ให้พวกเขายกศิษย์รักของตนส่งมอบแก่ผู้อื่นเช่นนั้นหรือ? พวกเขาทำใจไม่ได้หรอก
ต่อให้ยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นดีเพียงใดก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
“ช่างเถิด ช่างเถิด ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยถาม” อวี้ซวีจื่อโบกมือ แล้วหันไปจับตาสถานการณ์ภายในแดนลับหลิงเซียวต่อ
ขณะนี้ ฮวาอวิ๋นเฟยเป็นคนที่สองที่ก้าวขึ้นแท่นทะยานสวรรค์ ส่วนโม่เฟยอวี่ก็ตามมาติด ๆ
แม้ทั้งสองจะไม่เต็มใจกับผลลัพธ์เช่นนี้ แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ทำได้เพียงยอมรับ
ส่วนเย่เฉินฝ่าฟันสังหารมาตลอดทางด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ในที่สุดก็มาถึงปลายสุดของเส้นทางทะยานสวรรค์
