อีกด้านหนึ่ง เย่เฉินกำลังเดินทางเพียงลำพังบนทุ่งน้ำแข็ง ฝีเท้าของเขามั่นคง ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าลึกไว้บนหิมะหนา ไม่นานนักรอยเท้าก็ถูกลมและหิมะกลบจนมิด
ไข่มุกวิญญาณต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลหมุนเวียนอย่างช้า ๆ อยู่ภายในร่าง คอยต้านทานความหนาวเหน็บสุดขั้วบนทุ่งน้ำแข็งให้เขา ทว่าความคิดของเขากลับไม่ได้อยู่กับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายนี้เลย หากระแวดระวังความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ทิวทัศน์บนทุ่งน้ำแข็งก็ยิ่งรกร้าง
ไกลออกไป เทือกเขาหิมะทอดตัวยาว สูงตระหง่านเสียดเมฆ ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยชั้นเมฆหนาทึบ ดูราวกับเสาสีขาวยักษ์ที่ทอดสู่ขอบฟ้า
ธารน้ำแข็งสายแล้วสายเล่าทอดลงจากยอดเขา คดเคี้ยวไปตามไหล่เขาดุจน้ำตกสีเงิน เมื่อแสงตะวันส่องกระทบก็เปล่งประกายเย็นเยียบ
ท่ามกลางแดนน้ำแข็งและหิมะแห่งนี้ เย่เฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณอันแปลกประหลาดที่ปรากฏขึ้นวูบหนึ่งแล้วเลือนหาย ราวกับกำลังเรียกหาเขา หรือไม่ก็ซุกซ่อนคำเตือนถึงอันตรายบางอย่างไว้
“ใต้ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้ ดูเหมือนจะมีความลับซ่อนอยู่...”
เย่เฉินพึมพำ คิ้วขมวดมุ่น แววตาฉายความฉงนเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ถ้ำน้ำแข็งขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ไอหนาวเสียดกระดูกและพลังวิญญาณมหาศาลแผ่ออกมาจากภายในถ้ำ
“ดูท่าในถ้ำคงมีสมบัติอยู่”
เย่เฉินยืนอยู่หน้าถ้ำน้ำแข็ง ทอดสายตามองปากถ้ำลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ภายในใจทั้งตื่นเต้นและระแวดระวัง
ถ้ำน้ำแข็งดูราวกับปากมหึมาของสัตว์ยักษ์ที่อ้ากว้าง แผ่กลิ่นอายลึกลับและอันตรายออกมา
ผนังถ้ำจับตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนา ท่ามกลางแสงริบหรี่ น้ำแข็งเหล่านั้นเปล่งประกายเย็นเยียบ ราวกับมีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองโลกภายนอก
“แต่ก็ว่าเถอะ คนกล้าได้กิน คนขลาดอดตาย ไม่ว่าข้างในจะเป็นถ้ำมังกรบ่อพยัคฆ์หรือภูเขาทองภูเขาเงิน ข้าก็ต้องบุกเข้าไปดูให้ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่หายคาใจ”
