ผู้คนที่มุ่งผ่านตำหนักซ่อนดาราเข้าไปยังส่วนลึกของวังสวรรค์ซิงซวีเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
การต่อสู้และอันตรายก่อนหน้านี้เปรียบเสมือนตะแกรงไร้ปรานี คัดผู้ที่กำลังไม่พอหรือโชคไม่ดีออกไปจนหมด ผู้ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญที่มีวิธีเอาชีวิตรอดเป็นพิเศษ
พลังแห่งดวงดาวในอากาศบริสุทธิ์เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ทว่ากลับคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม
คลื่นผนึกที่แผ่กระจายอยู่ในห้วงอากาศว่างเปล่าราวกับใยแมงมุมไร้รูป ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ หากพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจกระตุ้นเจตนาสังหารร้ายแรงขึ้นมา
ตลอดเส้นทางพบร่องรอยการต่อสู้ด้วยวิชาและคราบเลือดประปรายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้บอกเล่าความโหดร้ายก่อนหน้าอย่างเงียบงัน
เจียงเยว่หลียังคงเดินทางเพียงลำพัง ประหนึ่งหงส์เดียวดายในราตรีมืด นางเคลื่อนผ่านซากปรักหักพังกับเงาแสงบิดเบี้ยว แม้จะแสดงฝีมือให้เห็นเพียงเล็กน้อยในตำหนักซ่อนดารา แต่นางกลับมิได้ประมาทลง ตรงกันข้าม กลับระมัดระวังยิ่งขึ้น แรงสั่นสะเทือนจากแหวนเฉียนคุนชัดเจนและเร่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นำทางนางมุ่งลึกเข้าไปยังเขตใจกลางของวังสวรรค์
ร่างของเจียงเยว่หลีเคลื่อนปราดไปตามระเบียงในตำหนักที่พังทลาย ราวกับควันจางสีเทาอ่อนสายหนึ่ง
นางเร่งเคล็ดอักษรสิงจนถึงขีดสุด ทุกย่างก้าวประหนึ่งย่นระยะพันลี้ให้เหลือเพียงคืบ ผสานเข้ากับเงามืดรอบกายได้อย่างไร้ที่ติ
สีหน้าของนางสงบนิ่ง ทว่าลึกลงไปในใจ นางเพิ่งข่มเจตนาสังหารที่มีต่อเจียงหลานลงอย่างฝืนทน
“เจียงหลาน...ยังคงโง่เขลาและโอหังเช่นเดิม อาศัยแต่ของนอกกาย แต่ตี้ซื่อเทียนผู้นั้น...”
เมื่อนึกถึงชายในชุดคลุมดำ ใจของเจียงเยว่หลีก็หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
ชายผู้นั้นสร้างแรงกดดันแก่นางอย่างมหาศาล ลึกล้ำจนยากหยั่งถึง สายตาของเขาราวกับมองทะลุการปลอมแปลงทุกชั้นและเพ่งตรงถึงแก่นแท้
