“สู้เข้านะพี่ลี่! ข้าจะรอท่านออกมา!”
เย่เฉินยืนอยู่ด้านหลังลี่เฟยอวี่ ยังไม่ลืมโบกมืออวยพรอย่างกระตือรือร้น เสียงกังวานสดใส ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจิดจ้า
ทันทีที่ร่างของลี่เฟยอวี่สัมผัสกับแสงตรงขอบกระดานหมาก ราวกับถูกพลังมิติมหาศาลกลืนกิน เสียง “หึ่ง” ดังขึ้น ก่อนจะหายลับไปจากสายตาของทุกคน
ในเวลาเดียวกัน กระดานหมากฟ้าดินทั้งกระดานราวกับถูกปลุกให้ตื่น แผ่แสงเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ตำแหน่งที่แทน “ผู้เข้าสู่กระดาน” ซึ่งเป็นของลี่เฟยอวี่ พลันปรากฏเงามารเลือนรางขึ้น
ไม่ว่าคนในสนามหรือนอกสนาม หัวใจของทุกคนพลันเต้นระทึก ต่างกลั้นหายใจ เพ่งสายตาจับจ้องความเปลี่ยนแปลงบนกระดานหมาก
ผู้บุกเข้าไปเป็นคนแรก ต่อให้แพ้หรือชนะ ก็ย่อมนำข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งกลับมา!
ทันทีที่ลี่เฟยอวี่ไปปรากฏตัวบนกระดานหมาก เขาก็รู้สึกราวกับตนหลุดเข้ามาอยู่ในห้วงมิติอันลึกลับ
อากาศรอบกายคล้ายข้นหนืดขึ้น อบอวลด้วยกลิ่นอายเก่าแก่และลี้ลับ
แสงลึกลับไหลเวียนและกระโดดโลดเต้นรอบตัวเขาราวภูตพราย บางคราวรวมตัวเป็นลวดลายประหลาด บางคราวก็สลายหายไปไร้ร่องรอย ยากจะคาดเดา
แสงเหล่านั้นเปล่งประกายอ่อนโยน ทว่ากลับแฝงพลังอันเต็มเปี่ยม ส่องสว่างทั่วห้วงมิติพิสดาร แต่ก็คล้ายซุกซ่อนความลับไร้สิ้นสุดเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน ณ อีกฟากของกระดานหมาก เงาร่างมหึมาสายหนึ่งกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
ร่างนั้นสง่างามน่าเกรงขาม ตั้งตระหง่านดุจขุนเขา แผ่กลิ่นอายทรงอำนาจจนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ
ร่างกายของเขาราวกับหล่อขึ้นจากวัตถุที่แข็งแกร่งที่สุดในฟ้าดิน ทุกอณูของกล้ามเนื้ออัดแน่นด้วยพลังไร้ขอบเขต
แม้ใบหน้าจะถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบหลายชั้นจนมองไม่เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง แต่เพียงกลิ่นอายที่แผ่ซัดเข้ามาก็ทำให้ผู้คนอดก้มกราบไม่ได้
“ข้าคือเศษเสี้ยวจิตแห่งประมุขราชสำนักเซียนไท่หยวน มารอคอยผู้มีวาสนาเข้าสู่จวนเซียนไท่หยวนอยู่ที่นี่ หากพวกเจ้าสามารถไขกระดานหมากที่ข้าทิ้งไว้ได้ ก็จะได้รับวาสนาอันสูงส่งที่ข้าทิ้งไว้”
เงาร่างนั้นเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงดังก้องกังวานดุจอานุภาพแห่งสวรรค์ สะท้อนไปทั่วห้วงมิติไม่รู้จบ
ทุกถ้อยคำคล้ายแฝงหลักการสูงสุดแห่งฟ้าดิน สั่นสะเทือนถึงวิญญาณของผู้ฟัง
