เพลิงแท้สุริยันอันบ้าคลั่งแผ่ขยายออกไปโดยรอบดุจทะเลลาวาที่โหมกระหน่ำ
เปลวเพลิงลุกโชนไปทุกแห่งที่พัดผ่าน อากาศพลันติดไฟ ส่งเสียงดังฉี่ ๆ ราวกับมิติยังบิดเบี้ยวผิดรูปภายใต้อุณหภูมิร้อนระอุนี้
ร่างของจินหลิงสั่นเทาเล็กน้อย น้ำเสียงเองก็สั่นพร่า นางรีบร้อนกล่าวกับหลี่เทียนหยวนและเสี่ยวจินว่า “รีบไป! พวกเราต้องออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้! พลังของเพลิงแท้สุริยันที่ปะทุขึ้นมิใช่สิ่งที่พวกเราจะต้านทานได้!”
นางร้องเรียกพลางยื่นมือไปดึงหลี่เทียนหยวน หมายพาเขากับเสี่ยวจินหนีออกจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
ทว่าหลี่เทียนหยวนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับวิกฤตตรงหน้าไม่สลักสำคัญต่อเขาแม้แต่น้อย
สายตาของเขาจับจ้องเงามายาของบรรพชนสุริยันอย่างไม่วางตา ดวงตาฉายแววใคร่รู้และพินิจพิเคราะห์
เขาไม่เพียงไม่ถอยกลับ แต่ยังก้าวตรงไปยังศิลาจารึกเก้าสุริยันเผาสวรรค์ ราวกับมองไม่เห็นเพลิงแท้สุริยันที่แผดเผาอยู่รอบด้าน
เมื่อเห็นเช่นนั้น จินหลิงก็ชะงักงันไปโดยสิ้นเชิง มือยังค้างอยู่กลางอากาศ ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? นี่เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เทียนหยวนจึงยังกล้าเดินเข้าไปหาเพลิงแท้สุริยันอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงเพียงนี้
ในสายตานาง การกระทำของหลี่เทียนหยวนช่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง นี่ไม่ต่างจากการแสวงหาความตายด้วยตนเอง
แต่เสี่ยวจินกลับเชื่อมั่นในนายท่านอย่างเต็มเปี่ยม มันเดินตามหลังหลี่เทียนหยวน แววตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
หลี่เทียนหยวนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวหนักแน่นทรงพลัง เสื้อคลุมยาวของเขาสะบัดพลิ้วส่งเสียงดังท่ามกลางลมคลั่งและเปลวเพลิง ทว่ามิอาจทำให้ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก
