“เกิดอะไรขึ้น?”
“เหตุใดจึงมีแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!”
“กลิ่นอายช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก กลิ่นอายนี้...”
ทุกคนจับจ้องไปยังทิศทางที่กู้จิ่วเกอยืนอยู่ด้วยความตื่นตะลึง แววตาเต็มไปด้วยความฉงนและไม่เข้าใจ
ก่อนที่ทุกคนจะทันเข้าใจ ก็มีเสียงเจตจำนงอันชราและทรงอำนาจ ราวกับมาจากยุคบรรพกาลกึกก้องขึ้นในทะเลจิตของทุกคนโดยตรง “ข้า...กลับมาแล้ว!”
เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเก่าแก่ยาวนานและแรงกดดันไร้สิ้นสุด ทำให้ดวงวิญญาณของทุกคนสั่นสะท้าน
จากนั้นปราณจักรพรรดิก็ระเบิดออกอย่างฉับพลัน ณ จุดที่แสงทองปะทุ มิได้มีพลังบริสุทธิ์ฟุ้งกระจาย หากกลับปรากฏเงาใบหน้าพร่ามัว ทว่าแผ่บารมีไร้ขอบเขตขึ้นมา!
เค้าโครงใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับจักรพรรดิสวรรค์ไท่หยวนในรูปสลักผู้ทอดพระเนตรสรรพชีวิตอยู่ถึงเจ็ดแปดส่วน ดวงตาคู่นั้นประหนึ่งแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาและพลังอันไร้ที่สิ้นสุด กวาดมองทุกสิ่งรอบกายอย่างเย็นชา ชวนให้ผู้คนขนลุกซู่
ทันทีที่เงานี้ปรากฏ มันก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ไม่สนใจแนวป้องกันและการขัดขืนด้วยความหวาดผวาทั้งหมดของกู้จิ่วเกอ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีทองวูบไหว พุ่งวาบเข้าไปในหว่างคิ้วของกู้จิ่วเกอโดยตรง!
“อ๊าก——!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับหัวใจถูกฉีกกระชาก ระเบิดออกจากปากกู้จิ่วเกอ ไม่เหลือเค้าความเป็นเสียงมนุษย์ รอยยิ้มอบอุ่นเปี่ยมสุขบนใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูป ความหวาดผวาและความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้เครื่องหน้าของเขาแทบเคลื่อนผิดตำแหน่งในพริบตา!
ร่างของเขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรงราวกับถูกสายฟ้าฟาด เสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและการดิ้นรนอย่างถึงที่สุด แหลมสูงจนผิดเพี้ยน “ไม่! เจ้าเป็นใคร?! ไสหัวออกไป! ออกไปจากร่างข้าเดี๋ยวนี้!!”
“ไม่...อย่า! รากฐานแห่งมรรคาของข้า! ดวงวิญญาณของข้า! อ๊ากกก——!”
ทว่าเสียงเย็นชาไร้ความปรานี ราบเรียบไม่แปรเปลี่ยนมานับแต่บรรพกาล กลับดังก้องซ้อนทับไปพร้อมเสียงกรีดร้องของกู้จิ่วเกอ ราวกับค้อนยักษ์กระหน่ำลงมา
