จิตสำนึกของมู่หรงหมิงเยว่ล่องลอยและหล่อหลอมอยู่ท่ามกลางเศษเสี้ยววัฏสงสารนับไม่ถ้วน
นางใช้จิตใจที่ “เปี่ยมรักเหนือสามัญ” สัมผัสสรรพชีวิตในโลกมนุษย์ ทั้งยังยึดมั่นในตัวตนเดิมด้วยความคิดที่ว่า “เหนือโลกีย์ มิยึดติดโลกีย์” จิตมรรคาของนางประหนึ่งแก้วผลึกที่ถูกสายน้ำแห่งเคราะห์นับพันชะล้าง จึงยิ่งใสกระจ่างและกลมกลืน เปล่งประกายเจิดจ้าที่มิอาจพรรณนา
ทว่าในห้วงเวลาที่การเดินทางผ่านวัฏสงสารใกล้ถึงปลายทาง จิตใจของนางกำลังผ่อนคลายชั่วขณะหลังผ่านความผันผวนมานับไม่ถ้วน พร้อมทั้งหยั่งรู้บางสิ่ง พลังชักนำกลับพานางไปยังส่วนลึกที่สุดในจิตใจ สู่สถานที่อ่อนโยนแห่งนั้น ซึ่งแม้แต่“คัมภีร์จักรพรรดิหงเฉิน”ก็ยังมิอาจลบเลือนได้โดยสิ้นเชิง
ภาพเบื้องหน้าหยุดนิ่ง
ยอดเขาโดดเดี่ยวท่ามกลางหมู่เมฆหมอกอบอวลด้วยปราณเซียน บนยอดเขามีต้นไม้แห่งการหยั่งรู้มรรคาซึ่งไม่รู้ว่าเติบโตมานานเพียงใด กิ่งก้านใบไม้แข็งแกร่งแผ่กลิ่นอายแห่งมรรคาเลือนราง ใต้ต้นไม้นั้นมีแผ่นหลังในอาภรณ์สีครามที่คุ้นเคย ยืนสง่างามประหนึ่งสนสูง ราวกับแบกรับความโดดเดี่ยวและการปกป้องคุ้มครองมานับหมื่นยุค
เพียงเห็นแผ่นหลังนั้น จิตมรรคาของมู่หรงหมิงเยว่ซึ่งมั่นคงดุจศิลาผาก็พลันเกิดระลอกคลื่นที่ยากจะข่มกลั้น ความรู้สึกขมปร่าและอบอุ่นถาโถมประสานกัน ประหนึ่งธารน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งจากใต้ดิน ซัดทำลายปราการในใจของนางลงในพริบตา
“อาจารย์...” นางพึมพำโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่แม้แต่นางเองก็ไม่ทันสังเกต
ร่างในอาภรณ์สีครามค่อย ๆ หันกลับมา
คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาสุกใสราวดวงดาว ใบหน้าหล่อเหลายังคงไม่เปลี่ยนแปลง กาลเวลาไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าเขา มีเพียงดวงตาอบอุ่นคู่นั้นที่เปี่ยมด้วยความลึกซึ้งและปัญญาจากการมองทะลุสรรพสิ่ง บัดนี้ภายในดวงตาคู่นั้นมีทั้งความอ่อนโยนอันคุ้นเคยที่หลอมละลายภูผาน้ำแข็งได้ และความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่ยากจะพรรณนา...
เขาคือหลี่เทียนหยวน!
“หมิงเยว่”
เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง ทว่าคล้ายมีมนตร์บางอย่างที่ทะลุผ่านวัฏสงสาร ก้องกังวานตรงส่วนลึกในใจมู่หรงหมิงเยว่ “เจ้ามาแล้ว”
