เมื่อเห็นศิษย์น้องและศิษย์น้องหญิงพูดคุยกันอย่างสนิทสนม บรรยากาศกลมเกลียว มุมปากเย็นชาของมู่หรงหมิงเยว่ก็ยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจาง ๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น
ความอบอุ่นจากการเกื้อหนุนกันและร่วมอภิปรายมหาวิถีระหว่างศิษย์ร่วมสำนักเช่นนี้ เป็นความรู้สึกล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในวัฏสงสารนับร้อยชาติของนาง
“เอาละ ยามนี้ศัตรูใหญ่ประชิดตัว มิใช่เวลามาพูดคุยกันให้ยืดยาว”
มู่หรงหมิงเยว่สงบจิตใจลง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “อาจารย์กำลังปิดด่านอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุด ศัตรูรายล้อมอยู่ภายนอก ย่อมไม่ยอมรามือง่าย ๆ พวกเราต้องเร่งฟื้นฟูพลังให้เต็มที่ เพื่อรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน”
“ศิษย์พี่กล่าวถูกแล้ว” เจียงเยว่หลี เย่เฉิน และเซี่ยหานอีขานรับพร้อมกัน
ทั้งสี่ไม่กล่าวสิ่งใดอีก ต่างกินโอสถแล้วนั่งขัดสมาธิ โคจรเคล็ดวิชา เร่งฟื้นฟูและปรับลมปราณอย่างเต็มกำลัง
ภายในห้องสงบ พลังวิญญาณอบอวล กลิ่นอายแห่งมหาวิถีไหลเวียน พลังของศิษย์อาจารย์ทั้งสี่เพิ่มพูนและควบแน่นท่ามกลางความเงียบงัน ดุจกระบี่คมสี่เล่มที่ได้รับการหล่อเลี้ยงอยู่ในฝัก รอวันชักออกจากฝักอีกครั้ง
ไกลออกไป เหล่าผู้บำเพ็ญแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวต่างมองทั้งสี่คน พลางวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด
“นั่น…ศิษย์พี่เย่เฉินหรือ? ข้ามองไม่ผิดใช่ไหม? เขา…เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขั้นราชันสวรรค์แล้วหรือ?”
“เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้ายังอยู่กับศิษย์พี่เย่ที่ยอดเขาศิษย์รับใช้อยู่เลย ตอนนั้นเขายังอยู่แค่ขั้นฝึกลมปราณ… ความเร็วในการบำเพ็ญตอนนี้ ต่อให้นั่งกระบี่เหินก็ยังเร็วไม่ถึงเพียงนี้กระมัง?”
“ท่านประมุขหลี่ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ! แม้แต่ศิษย์อย่างศิษย์พี่เย่ที่เดิมทีมีพรสวรรค์ธรรมดา ก็ยังอบรมจนกลายเป็นอัจฉริยะเช่นนี้ได้!”
“แล้วยังศิษย์พี่เซี่ยผู้นั้น ดูเก่งกาจและงดงามเหลือเกิน เพียงแต่ให้ความรู้สึกเย็นชาไปสักหน่อย…”
ไท่เสวียนเจินเหรินเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว ในใจก็อดทอดถอนใจไม่ได้
