หลี่เทียนหยวนควบคุมกระบี่เหินด้วยความเร็วและพละกำลังเหนือชั้น ฟาดฟันทำลายวัตถุขนาดมหึมาที่ร่วงหล่นลงมาไปพลาง เปิดเนตรเทพแห่งความโกลาหลไปพลาง
เนตรเทพแห่งความโกลาหลค่อย ๆ ลืมขึ้น พลันมีกระแสพลังลึกลับและแข็งแกร่งแผ่ออกมาจากดวงตาของเขา มิติรอบข้างบิดเบี้ยวราวกับถูกพลังไร้รูปร่างบิดหมุน จนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนและเลือนราง
ภายใต้ทัศนาของเนตรเทพแห่งความโกลาหล ทุกสิ่งล้วนไม่อาจหลบซ่อน ไม่ว่าจะเป็นความลับที่ซุกอยู่ในความมืด หรือความเคลื่อนไหวใด ๆ ของสรรพสิ่ง ล้วนถูกดวงตาเทพคู่นี้หยั่งรู้ทั้งหมด
หลี่เทียนหยวนค้นหาทั่วทั้งเขตแดนแรงโน้มถ่วงอย่างละเอียด ไม่ปล่อยให้มุมใดเล็ดลอดสายตา
ขณะที่ค้นหา เนตรเทพแห่งความโกลาหลก็จับสัมผัสคลื่นพลังวิญญาณอันแผ่วเบาได้
คลื่นพลังนั้นเลือนรางจนแทบจับต้องไม่ได้ ซ่อนอยู่ท่ามกลางกฎแรงโน้มถ่วงอันแข็งแกร่งและกระแสพลังที่ปั่นป่วน หากมิใช่เพราะเนตรเทพแห่งความโกลาหลทรงพลัง ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็น
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มมั่นใจ
“ในที่สุดก็หาเจ้าพบ!”
หลี่เทียนหยวนมองไปตามทิศทางของกลิ่นอายสายหนึ่ง เห็นเงาร่างพร่าเลือนยืนอยู่กลางค่ายกลโบราณ ณ ส่วนลึกของเขตแดนแรงโน้มถ่วง
เงาร่างนั้นถูกปกคลุมด้วยหมอกดำชั้นหนึ่งจนมองไม่เห็นใบหน้า ทว่าจากกลิ่นอายแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากร่าง ก็พอจะรู้ได้ว่าคนผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
“หึ ที่แท้เจ้าก็เป็นคนก่อเรื่อง!” หลี่เทียนหยวนแค่นเสียงเย็นชา แววตาเปี่ยมด้วยไอเย็นเยียบ
