บทที่ 5 คิดเพื่อส่วนรวม กำจัดเสียตั้งแต่ต้นลม
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ซูหลีกลับมาที่บ้านสกุลซูทันช่วงกินข้าว
เปิดประตูเข้าไป ในบ้านคละคลุ้งด้วยไอร้อน ครอบครัวสามคนนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวอยู่
ซูหลีเดินยี่เข้าไปนั่งในห้องนั่งเล่น แล้วเหยียดตัวลงบนโซฟา
“โอ้โห กินกันแล้วเหรอ? ไม่มีฉันอยู่ด้วย พวกแกกินข้าวกันเอร็ดอร่อยจริงนะ!”
น้ำเสียงแขวะนั้นทำให้ซูจิ่งเหอใจเต้นตึกตึก
แต่พอคิดว่าอีกไม่กี่วันยัยเด็กบ้า ๆ คนนี้ก็จะไปแล้ว ช่างเถอะ ไม่ถือสาหาความแล้ว
“กินหรือยัง? ยังไม่ได้กินก็รีบมากินสิ” พูดแล้วก็หันไปบอกหลี่เสี่ยวเหลียน “หยิบถ้วยตะเกียบเพิ่มให้หน่อย”
หลี่เสี่ยวเหลียนนั่งหน้านิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน
หลี่โม่กลับขยับตัวไว รีบยกจานผัดมะเขือเทศใส่ไข่ตรงหน้าตัวเองขึ้นมา ใช้ตะเกียบตวัดคราดเดียว เสียงดังซ่า เททุกอย่างลงในชามตัวเอง
แล้วเงยหน้าขึ้นมองซูหลี แววตาเล็ก ๆ ฉายแววท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
ซูหลีเลิกคิ้ว หัวเราะในลำคอ
อายุก็สิบแปดแล้วนะโต ๆ กันแล้ว ยังเล่นแง่แบบเด็ก ๆ อีก ปัญญาอ่อน!
ซูจิ่งเหออดไม่ได้ที่จะขว้างสายตาดุ ๆ ไปทางหลี่โม่ แล้วหันมายิ้มแหย ๆ ให้ซูหลี
“เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้ว ที่ที่จะลงไปใช้แรงงานอยู่ใกล้แม่แกมาก ช่วงนี้ก็อย่าออกไปหาเรื่องให้วุ่นวายอีก
ใบแจ้งลงชนบทจะออกมาเร็ว ๆ นี้แล้ว”
“ไม่ได้ไปด้วยกันหรือคะ?”
ซูหลีเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำพูดอื่น ๆ ของซูจิ่งเหอ ฟังแค่ประโยคที่ว่า “อยู่ใกล้แม่แกมาก”
“ฝากเส้นสายเอาไว้ ให้แกเป็นเด็กหนุ่มสาวที่มีความรู้ลงชนบท
อยู่ใกล้แม่แกมาก ห่างกันแค่สิบลี้แปดลี้ ถ้ามีเวลาแกก็ไปหาแม่บ้าง ไม่ต้องให้ใครรู้ อย่าไปบ่อยนัก”
ซูหลีผลุนผลันลุกขึ้นยืน ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ แววตามองซูจิ่งเหอราวกับมองผู้ชายชาติชั่ว
“ไม่ค่ะ ฉันจะไปใช้แรงงานกับแม่ฉัน ฉันจะดูแลแม่ด้วยตัวเอง” ซูหลีร้องโพล่งขึ้นมาอย่างร้อนใจ
อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ละ อีกฝั่งนั่นล้วนเป็นภูเขา ถึงบอกว่าห่างกันสิบลี้แปดลี้ แต่ที่จริงต้องข้ามเขาหลายลูก บางวันก็เดินไปไม่ถึง
“ผัวะ!” ซูจิ่งเหอวางตะเกียบอย่างแรง
“แม่แกถูกส่งไปปฏิรูปความคิด รับการศึกษาจากชาวนายากจนอีกครั้งนะ แกจะไปรับความลำบากนั่นได้ยังไง?
ลงไปใช้แรงงานที่ชนบทแล้ว ไปทั้งชาติก็ไม่ได้กลับ”
ในใจเขาถอนหายใจเฮือก เป็นห่วงเป็นใยแท้ ๆ ทำไมถึงไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเลย?
ซูหลี “…” ไปทั้งชาติก็ไม่ได้กลับ?
ซูหลีรู้ว่าแค่เธออยู่กับแม่ฟางหลันอีกเจ็ดแปดปี ก็ต้องได้กลับมาแน่
ในมิติของเธอมีกองเสบียงเป็นภูเขา ของใช้สิ่งของมากมายจนนับไม่ถ้วน
ถึงจะเป็นยุคที่ต้องกินเปลือกไม้ เธอก็ยังได้กินหมั่นโถวแป้งขาว ตุ๋นไก่ทำแกงได้! กลัวอะไรกับความลำบาก!
หลี่โม่เห็นซูหลีหน้าง้ำ ก็คิ้วโก่งตาลอยขึ้นมาทันใด ในใจดีใจอย่างบอกไม่ถูก
หึ เด็กบ้า ปล่อยให้แกได้รู้ซึ้งเสียบ้างว่าฟ้ากว้างแค่ไหน ดินหนาเท่าใด
เธอเงยหน้าขึ้น มองซูหลีด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ซูหลี แกก็ยอม ๆ ไปตามโชคเสียเถอะ ดูสภาพแม่แกสิ แกได้เป็นเด็กมีความรู้ก็ถือว่าบุญแค่ไหนแล้ว
ถ้ายอมตัดขาดกับแม่แกตั้งแต่วันนี้ ต่อไปอาจจะได้มีชื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยก็ได้นะ!”
พูดถึงตรงนี้ จู่ ๆ เธอก็หัวเราะ “ใบสมัครเรียนมหาวิทยาลัยของฉันตามนโยบายทหาร-ชาวนา-กรรมกรใกล้จะผ่านแล้วล่ะ
เป็นมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ในตัวเมือง ต่อไปได้กลับมาสอนหนังสือ เป็นข้าราชการ น่าจะไปได้ไกลทีเดียว”
น้ำเสียงเธอนุ่มนวล แต่ซ่อนความลำพองใจไว้ไม่อยู่
ซูหลีมองซูจิ่งเหอแวบหนึ่ง ตาลุงพ่อเลวคนนี้ก็เก่งเหมือนกันนะ ถึงขนาดหาโควต้ามหาวิทยาลัยแบบนั้นมาได้
รักดีกับยัยลูกสาวคนนี้เหลือเกิน
ซูจิ่งเหอเห็นสายตาเย้ยของซูหลี จึงก้มหน้ากินข้าว แสร้งทำเป็นไม่เห็น
หลี่โม่เป็นลูกแท้ ๆ ของเขา โตมาไม่เคยขาดเรื่องอาหารการกิน แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความรักจากเขานัก
ให้เข้าเป็นทหาร นางก็ไม่ไหว
ตามคำแนะนำของหลี่เสี่ยวเหลียน จึงต้องไปง้อขอความเห็นใจจนได้โควต้ามหาวิทยาลัยนั้นมา
แต่ก็เคยเตือนนางไว้แล้วมิใช่หรือว่าอย่าเพิ่งโพล่งออกไป เด็กคนนี้ทำไมถึงไม่ใช้สมองเอาเสียเลยนะ?
เด็กสองคนนี้ไม่ถูกกันมาตลอด ตอนนี้ซูหลีรู้เข้าแล้ว มีหรือจะไม่หึงโวยวาย?
“เรียนมหาวิทยาลัย ใครจะเรียนมหาวิทยาลัย” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ประตู ดังเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเสียงเปิดประตู
ชายหนุ่มหน้าตาเรียบร้อย สวมแว่นตากรอบสีทอง สีหน้าดูครึมๆ ก้าวเข้ามา
พอเห็นซูหลีนั่งอยู่บนโซฟา ก็ทำหน้าตื่นตะลึง
น้องสาวคนเล็กคนนี้ถูกตามใจมาตลอด เอาแต่ใจตัว
เมื่อไม่กี่วันก่อนงอแงจะไปใช้แรงงานที่ชนบท นี่คิดอะไรเป็นอะไรอีกล่ะ
ซูหลีมองไปที่ประตู กวาดสายตาประเมินเขา พลางขมวดคิ้วเข้าหากัน
นี่คือซูเว่ยซิน พี่ชายแท้ ๆ ของร่างเดิม
ชาติก่อน เธอเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่มีแค่เธอเป็นลูก ไม่นึกเลยว่าชาตินี้จะได้พี่ชายเพิ่มมา
แต่นี่มันไม่ใช่คนดีอะไรเลย ตัดญาติขาดพี่น้อง ขึ้นป้ายประจานแม่แท้ของตัวเอง
เพื่อไม่ให้ตัวเองพลอยถูกส่งลงชนบทไปด้วย ยังถีบแม่แท้ ๆ ตนเองอีกหนึ่งที นี่ไม่ใช่แค่ชั่ว แต่มันใจทราม
ในสายตาซูหลี นี่มันสัตว์เดรัจฉานใจต่ำทราม!
ฝ่ามือคันยุบยิบ อยากจะตบมันขึ้นมาจริง ๆ ทำไงดี?
ซูเว่ยซินเดินเข้ามาในบ้าน มองซูหลีด้วยสีหน้ารังเกียจ
“จะมีดีอยู่ไม่เอา ดันทุรนทุรายจะไปซอกซอนอยู่ป่าเขาให้ลำบาก ตอนนี้เสียใจก็สายไปแล้วล่ะ
แกคิดว่ามหาวิทยาลัยอยากเข้าแล้วก็เข้าได้เลยรึไง?”
หลี่โม่ยิ้มแฉ่งลุกขึ้นยืน ทำเสียงสนิทสนม
“พี่คะ ยังไงพี่ก็เป็นคนมองโลกทะลุโปร่ง ก็เลยไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยใช่มั้ย! ไม่เหมือนบางคน ดันทื่อดันไปทางเดียว”
แล้วเธอก็เปลี่ยนเรื่องทันที “พ่อเราได้โควต้ามหาวิทยาลัยมาให้หนูที่หนึ่ง ที่วิทยาลัยครุศาสตร์ค่ะ จบปั๊บก็ได้เป็นคุณข้าราชการกลับมาเลยนะ!”
ซูเว่ยซินเบิกตากว้าง รอยยิ้มบนหน้าพลันกลายเป็นความยินดีปรีดาออกมาจากใจจริง
“โอ้ว ที่แท้ก็น้องเล็กเรานี่เองที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ยินดีด้วยนะ! รอเปิดเทอม พี่จะให้ของขวัญชิ้นโตเลย”
จากนั้น เขาก็ยิ้มแย้มผงกศีรษะให้กับหลี่เสี่ยวเหลียน “ป้าหลี่ น้าผมทำงานในเมือง ถึงตอนน้องเล็กเรียนจบ จะได้ดูแลกันได้”
หลี่เสี่ยวเหลียนมุมปากอมยิ้ม พยักหน้าอย่างพึงใจ
ซูหลีมองภาพตรงหน้าที่แม่เลี้ยงลูกดี พี่รักน้องนับถือกัน ในใจเกลียดจนขบฟันกรอด
ก็แค่เสมียนฝึกหัดเล็ก ๆ ในเมืองสักคน จะมีอำนาจวาสนาอะไรนักถึงจะต้องมาเสนอหน้าดูแลหลี่โม่?
ดูจากนิสัยที่เสมอต้นเสมอปลายของไอ้หมอนี่แล้ว กลัวว่าจะมีเรื่องจะไปขอร้องคนอื่นเขามากกว่า
ซูจิ่งเหอกวาดตามองซูเว่ยซินแวบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว “มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
อุปนิสัยลูกตัวเองเป็นยังไงก็รู้แก่ใจ ปกติพักอยู่ที่หอพักในเมือง ถ้าไม่มีธุระอะไรจะกลับบ้านทำไม?
ว่าแบบตรง ๆ เขาก็ผิดหวังกับลูกชายคนนี้อยู่บ้าง
ถึงแม้จะทำตามที่เขาแนะนำให้ตัดความสัมพันธ์กับแม่ของตัวเอง แถมยังติดใบปลิวประจานแม่ตัวเองอีก
แต่การที่ซูเว่ยซินเตะฟางหลันนั้น ก็เหมือนได้เตะเข้าไปในหัวใจของเขา
เพื่อรักษาตัวเอง ใจเหี้ยมเกินไปแล้ว
“พ่อครับ ผมหมดช่วงทดลองงานแล้ว กำลังจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ
ได้ยินเพื่อนบอกว่ามีคนส่งจดหมายร้องเรียนไปที่คณะกรรมการ พ่อต้องหาทางช่วยผมให้ได้นะครับ”
ซูจิ่งเหอหันไปมองหน้าหลี่เสี่ยวเหลียน “งั้นเธอโทรหาพี่เซิงลี่ดูหน่อยสิ?”
หลี่เสี่ยวเหลียน …
มิน่าล่ะ เด็กนี่ถึงทำดีนักหนา กลายเป็นว่ามีเรื่องมาขอร้องให้ตนช่วยนี่เอง
ตั้งใจว่าจะไม่ช่วย แต่พอคิดว่าลูกชายของฟางหลันต้องมาก้มหัวให้ตน ใจมันก็ชื่นบานขึ้นมายังไงก็ไม่รู้?
เอาเถอะ ตกลงละกัน
“ได้ เดี๋ยวฉันโทรหาพี่ชายให้หน่อยก็แล้วกัน”
หลี่เสี่ยวเหลียนทำสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจได้ใจเต็มที่
ฟางหลัน หนูก็มีวันนี้เหมือนกัน ดูสิ ลูกชายลูกสาวของเธอ ตอนนี้ก็ต้องมาพึ่งบุญฉันกันทั้งนั้น
เฮอะ ซูหลีโมโหจนพ่นลมหายใจในใจดังฟืดฟาด
หลี่โม่จะเป็นครู?
ดูท่าทีความคิดอ่านของนางนั่นสิ อย่าว่าแต่สอนหนังสืออบรมบ่มคนเลย จะทำลายดอกไม้ของชาติไปเสียกี่มากน้อย?
ซูเว่ยซินจะได้บรรจุเป็นพนักงาน?
ดูนิสัยใจคอที่เลวยิ่งกว่าเลวของเขาเถอะ จะเป็นคุณพ่อพระของประชาชนที่ดีได้หรือ?
ถ้าสร้างแต่ภัยไปทั่วล่ะก็ แบบนั้นก็ไม่ดีแน่
ช่างเถอะ เพื่อส่วนรวมแล้ว ควรจะจัดการกำจัดเสียตั้งแต่ต้นลม!
แววตาของจิ้งจอกน้อยกลอกไปกลอกมาอยู่สองสามรอบ แผนการก็ผุดขึ้นมาในใจ