ตลอดสองปีที่ผ่านมา เฮ่อจิ้นก้าวขึ้นมารับช่วงต่อกลุ่มบริษัทเฮ่ออย่างราบรื่น
ในแวดวงทุนทรัพย์ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าเจ้าคนนี้ไม้เด็ดขาดสุด ๆ เป็นผู้กุมอำนาจหนุ่มที่ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน
เวลาประชุม คนในที่ประชุมล้วนกระสับกระส่าย กลัวจะพูดผิดไปแม้แต่คำเดียว
เพราะต่างรู้กันดีว่าประธานเฮ่อที่เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งนั้นเข้มงวดยิ่งกว่าเฮ่อซือเหนียนผู้เฒ่าเสียอีก ไม่อนุญาตให้หย่อนยานแม้แต่นิด
ทันใดนั้นเอง “ติ๊ง” ข้อความวีแชทเด้งขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
ทุกคนชะงักไปตาม ๆ กัน
การประชุมของกลุ่มบริษัทห้ามมีเสียงแจ้งเตือนข้อความ มือถือของทุกคนต้องปิดเสียงหรือไม่ก็ปิดเครื่อง
เพราะฉะนั้น วินาทีที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น ทุกคนใจหายวาบไปตาม ๆ กัน แล้วมองตามเสียงไป
เฮ่อจิ้นมองโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผ่านไปสักพัก มุมปากก็ยกขึ้นน้อย ๆ ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ขอโทษด้วยนะครับทุกคน คู่หมั้นของผมส่งข้อความมา”
เขาพูดกับผู้ช่วยข้าง ๆ ว่า “ลงไปจัดการหน่อย คู่หมั้นของผมจะมาตรวจเยี่ยม”
ตรวจ...
ตรวจเยี่ยมงั้นเหรอ?
ผู้ช่วยอึ้งไปสองวิ แล้วรีบพยักหน้า ลงไปต้อนรับว่าที่คุณนายด้วยท่าทีเคารพนบนอบ
เหล่าผู้บริหารในห้องแอบถอนหายใจโล่งอก แอบสังเกตสีหน้าอารมณ์ดีของประธานเฮ่อ
ปกติก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นประธานเฮ่อยิ้มนะ แต่ส่วนใหญ่เป็นรอยยิ้มเย็น
ทุกครั้งที่เขายิ้มเย็น นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายใกล้จะจบเห่แล้ว
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่
เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเอ็นดู ที่มีให้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
บรรยากาศตึงเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย
