เพ่ยเยี่ยนเพิ่งวกกลับมายังตำหนักหลัก ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้น
หว่างคิ้วของเขาขยับเล็กน้อย ทว่าฝีเท้ามิได้หยุดลง เขาก้าวขึ้นบันไดตำหนัก
ยังไม่ทันเข้าไปในตำหนัก เงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกมา
ท่ามกลางความวุ่นวาย ทั้งสองชนเข้าด้วยกัน
เพ่ยเยี่ยนก้มมอง ก่อนจะประคองอีกฝ่ายไว้ได้ทันท่วงที
เขากวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าก็พลันหม่นคล้ำ
เห็นเพียงเสิ่นเจียอวี้สวมชุดนอนสีขาวเรียบง่าย เท้าเปล่า ผมยาวสยาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่เป็นสุข
แม้ยามนี้จะเพิ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แต่ยามค่ำคืนก็ยังมีลมเย็นพัดมา
อาภรณ์ของนางบางเบา เท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นอิฐ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่านางต้องหนาว
เพ่ยเยี่ยนขมวดคิ้ว มองนางกำนัลที่ตามหลังมาแล้วตวาดเสียงเย็น “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
หงหลิงกับลวี่เอ้อรีบคุกเข่าขออภัย “ทันทีที่เหนียงเหนียงตื่นบรรทม ยังไม่ทันให้พวกหม่อมฉันได้อธิบายสิ่งใด นางก็ยืนกรานจะมาหาฝ่าบาท พวกหม่อมฉันเกรงว่าจะทำให้เหนียงเหนียงบาดเจ็บ จึงขวางไว้ไม่อยู่เพคะ”
สีหน้าของเพ่ยเยี่ยนหม่นลงเล็กน้อย เขามองเสิ่นเจียอวี้ที่กอดเอวตนไว้แน่น ก่อนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
เขารับเสื้อคลุมจากนางกำนัลมาคลุมให้นาง แล้วผูกสายให้เรียบร้อย
จากนั้นก็โอบเอวช้อนร่างนางขึ้น ก่อนจะอุ้มเข้าไปในตำหนัก
เพ่ยเยี่ยนคิดจะวางเสิ่นเจียอวี้ลงบนตั่งนุ่มในตำหนักตะวันตก แต่ใครจะรู้ว่าสตรีในอ้อมแขนกลับกอดคอเขาแน่น ไม่ยอมปล่อยมือ
เพ่ยเยี่ยนจนปัญญา จึงอุ้มนางไว้ในอ้อมแขนแล้วนั่งลง
พอก้มหน้าลง ก็เห็นเส้นผมดำขลับของนางลื่นสลวยราวน้ำตก “เราไม่ได้หนีไปไหน เจ้ากอดแน่นถึงเพียงนี้ไปไย?”