ไฉหนี่ว์หร่วนเดินอยู่บนทางในวังอย่างเหม่อลอย จิตใจเลื่อนลอยราวกับซากศพที่เดินเร่ร่อน
นางก้าวเดินอย่างยากลำบาก กระทั่งหยุดลงหน้าประตูวังแห่งหนึ่ง
แต่ที่นั่นมิใช่ตำหนักเว่ยยางซึ่งเป็นที่พำนักของนาง
หากเป็นตำหนักรุ่ยชิ่ง
ไฉหนี่ว์หร่วนเงยหน้ามองป้ายหน้าตำหนัก ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนกายเข้าไปอย่างเชื่องช้า
เมื่อเหล่านางกำนัลเห็นนางมา ก็รีบเข้าไปด้านในเพื่อกราบทูล
ครู่ต่อมา สตรีโฉมงามในชุดนางในสีฟ้าอ่อนก็เดินออกมาอย่างร้อนใจ ครั้นเห็นไฉหนี่ว์หร่วน ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นทันที “น้องหร่วน เหตุใดเจ้าจึงมีสภาพเช่นนี้?”
ไฉหนี่ว์หร่วนมิได้ตอบ ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าไร้ชีวิตจนชวนให้ใจสั่น
เสี่ยวอี๋ฉินเช็ดน้ำตาที่หางตา ก่อนประคองนางขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง “พวกเราเข้าไปคุยกันในตำหนักเถิด มา ค่อย ๆ เดิน ระวังเท้า”
ทุกคนเข้าไปนั่งลงในตำหนัก
เสี่ยวอี๋ฉินให้คนนำน้ำชามาถวาย แล้วโบกมือไล่นางกำนัลออกไป
นางยื่นถ้วยชาให้ด้วยมือตนเอง “น้องหร่วน ดื่มชาสักคำก่อนเถิด จะได้ชุ่มคอ”
ไฉหนี่ว์หร่วนไม่รับ นางหันไปมองเสี่ยวอี๋ฉินด้วยแววตาเลื่อนลอย เสียงเบาราวกับหมอกควัน “เพราะเหตุใด?”
เสี่ยวอี๋ฉินคิดว่านางยังทำใจเรื่องแท้งบุตรไม่ได้ จึงรีบวางถ้วยชาแล้วกุมมือไฉหนี่ว์หร่วน ปลอบโยนเสียงอ่อน “น้องหร่วน ฟังข้าก่อน เรื่องนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุครั้งหนึ่งเท่านั้น...”
“เพราะเหตุใด?” ไฉหนี่ว์หร่วนตัดบท น้ำตารินไหลไม่ขาดสาย “เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้?”
เสี่ยวอี๋ฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างงุนงง “อะไรหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของนาง ดวงตาไฉหนี่ว์หร่วนก็แดงก่ำ ลำคอเปล่งเสียงสะอื้นอันอัดอั้น
ในใจนางมีเพียงความรู้สึกน่าขัน
เสี่ยวอี๋ฉินค่อย ๆ ก้มหน้า ไม่กล้ามองนาง น้ำเสียงแฝงสะอื้น “น้องหร่วน เจ้ากำลังโทษข้าที่มิได้ไปเยี่ยมเจ้าหลายวันมานี้หรือ? ฟังข้าก่อน ในใจข้าเป็นห่วงเจ้าเสมอ เพียงแต่ข้าไม่กล้าไป ข้ากลัวคนในวังจะรังเกียจข้า ว่ากันตามจริงเป็นเพราะข้าอ่อนแอไร้ความสามารถ หากในใจเจ้าไม่สบาย ก็ลงมือตีข้าสักสองสามทีเถิด”
