หงหลิงกับลวี่เอ้อมองสบตากัน
หงหลิงเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “เมื่อวานฝ่าบาทกับไทเฮาประทับอยู่ในตำหนักของพวกเรา ผู้บัญชาการใหญ่ฉิ่งลงมือตรวจสอบด้วยตนเอง ท้ายที่สุดกลับพบเพียงชีหรงหัว หากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?”
เสิ่นเจียอวี้กลับส่ายหน้า “ชีหรงหัวไม่มีความกล้าเช่นนั้น”
หากนางกล้าถึงเพียงนั้น หลังถูกลงโทษไปแล้ว ชีหรงหัวก็คงเคียดแค้นและคิดวางแผนเสียแต่แรก ไม่ใช่ปล่อยเวลาล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้
อีกทั้งชีหรงหัวเป็นคนใจแคบ โง่เขลา และขี้ขลาด ไม่มีทางกล้าลงมือกับนางโดยตรง
เสิ่นเจียอวี้คาดว่าคงมีคนจงใจล่อชีหรงหัวให้ติดกับ
คนที่อยู่เบื้องหลังผู้นั้นต้องการวางแผนเล่นงานนาง และยังคิดเล่นงานชีหรงหัวด้วย
หงหลิงครุ่นคิดอยู่นาน นางนึกไม่ออกจริง ๆ และอดกลั้นความสงสัยในใจไว้ไม่ไหว จึงอดเอ่ยถามไม่ได้ว่า “แล้วเหนียงเหนียงคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือผู้ใดหรือเพคะ?”
เสิ่นเจียอวี้หรี่ตาลง ก่อนย้อนถามทั้งสองว่า “ช่วงนี้ในวัง ผู้ใดมีท่าทีผิดปกติที่สุด?”
หงหลิงทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ในวังช่วงที่ผ่านมาอยู่ในใจ ก่อนภาพใบหน้าที่เย็นชาจะผุดขึ้นมาในห้วงความคิด นางขมวดคิ้ว
ลวี่เอ้อก็นึกถึงเรื่องนี้เช่นกัน นางขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด “แต่ทางจู้กุ้ยผิน ผู้บัญชาการใหญ่ฉิ่งก็ตรวจสอบแล้ว ไม่พบข้อพิรุธใด ๆ เพคะ”
เสิ่นเจียอวี้มีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจแล้ว นางยกมุมปากพลางแค่นหัวเราะ “จู้กุ้ยผินผู้นี้ปัดตัวเองออกจากเรื่องได้อย่างหมดจด”
กล่าวจบ นางก็ลุกจากตั่ง “มาช่วยข้าแต่งตัวเถิด พวกเราไปพบชีหรงหัวสักหน่อย ในเมื่อนางชี้ตัวจู้กุ้ยผิน บางทีอาจรู้อะไรอยู่บ้าง เรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือจู้กุ้ยผินหรือไม่ อีกไม่นานก็จะรู้กัน”
หงหลิงได้ยินดังนั้นก็ลังเลเล็กน้อย “ทางฝ่าบาท หากทรงทราบว่าเหนียงเหนียงไปตำหนักเย็น จะทรงกริ้วหรือไม่เพคะ?”