ชาวบ้านคนนั้นถ่มน้ำลายเฮือกหนึ่ง พูดจาเสียดสีว่า: "ยายเฒ่าศพเดินได้ มึงอย่ามาแสร้งทำผีหลอกข้า ข้าไม่กลัวหรอก พวกมึงรับเงินไอ้ผีหลิวไปเท่าไหร่กันแน่?!"
"กูไม่เชื่อพวกนี้หรอก! หลี่อินหยางไอ้ตัวซวยตายเร็ว ๆ ไปเสียให้พ้น! ถ้ามันตายเมื่อไหร่ กูจะไปเยี่ยวใส่หลุมศพมัน!"
ประโยคเดียวก่อคลื่นกระเพื่อม ชาวบ้านคนอื่นก็เริ่มด่าทอข้า หนักข้อขึ้นอีก!
ท่านย่าหลัวอินกวาดสายตาผ่านฝูงชน ดวงตาเย็นเยียบและดุดัน
แววตานั้นทำให้ใจข้าหวั่นวิตกอย่างบอกไม่ถูก...
ทันใดนั้น นางก็เอ่ยเสียงต่ำว่า "ไป" แล้วเร่งฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้า ข้ารีบตามหลังไปติด ๆ
เสียงด่าทอค่อย ๆ หายไปในห้วงเวลา สิบห้านาทีต่อมา ก็มาถึงสุดทางหมู่บ้าน
ที่นี่มีบ้านก่อด้วยอิฐดินสองสามหลัง ล้อมรั้วไม้ไผ่สาน
นี่คือบ้านของท่านย่าหลัวอิน
พอเข้าไปในห้องโถง ท่านย่าหลัวอินก็ย้ำกับข้าด้วยสีหน้าจริงจังว่า ข้าต้องอยู่แต่ในลานบ้าน ห้ามห่างจากตัวแม้แต่ก้าวเดียว หลังจากผ่านวันเหมายันไปอีกสองวันถึงจะปลอดภัย
ใจข้าหวิววาบ รีบถามท่านย่าหลัวอินว่า ทำไมต้องรอให้ถึงเหมายันถึงจะไม่มีเรื่องอะไร?
ที่จริงมันคือวิญญาณร้ายอะไรกันแน่ที่ตามติดข้าอยู่?
ท่านย่าหลัวอินไม่ยอมตอบข้า กลับเดินหลังค่อมไปนั่งลงบนเก้าอี้พิงผนัง
มุมกำแพงมีกระถางดินใบหนึ่ง บรรจุดินเหนียวสีดำสนิทเต็มกระถาง
นางกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ ก้มหน้านวดคลึงมันในมือ
ข้ายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักหนึ่ง นางก็ยังไม่สนใจข้า ข้าจึงหันซ้ายหันขวามองไปรอบ ๆ ห้อง
บนผนังแขวนหนังงูหลายเส้น หนังหนู และขนสัตว์สีเหลืองหรือขาวที่ข้าไม่รู้จัก...
ยืนทื่ออยู่นาน ข้าถามย่าหลัวอินอีกครั้งว่า เมื่อครู่ที่นางไปขู่ชาวบ้านคนนั้นหรือเปล่า?
ท่านย่าหลัวอินไม่ยอมเงยหน้า กลับเอ่ยเสียงเรียบว่า: "ยายแก่คนนี้ไม่เคยหลอกใคร เขาถ้าไม่ตายก็ต้องโดนดีสักหน่อย"
หัวข้าตอนนี้ยุ่งไปหมด ไอ้แค่ชาวบ้านมันด่าข้า มันจะมีอะไรเกิดขึ้นได้?
หลายปีมานี้ คนที่ด่าข้ามันยังน้อยรึไง?
ท่านย่าหลัวอินไม่สนใจข้าอีกแล้ว
ข้านั่งบนม้านั่งหวายเล็กอีกตัว มองออกไปนอกบ้านอย่างใจลอย
คิดว่าตัวเองต้องมาอยู่บ้านท่านย่าหลัวอินนานขนาดนี้ แล้วพ่อข้าล่ะ?
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ ๆ หน้านอกลานก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยปรากฏตัวขึ้น
พวกเขาถึงกับหามโลงดำสนิทมาด้วย!
ทั้งที่เป็นเวลากลางวัน โลงนั่นก็ยังน่าขนลุกสยองอย่างยิ่ง
ชาวบ้านคนที่นำหน้ามาตะโกนเรียก: "ท่านย่าหลัวอิน!"
ท่านย่าหลัวอินถึงได้ลุกขึ้น เดินหลังค่อมไปยังประตูลาน
ข้าไม่กล้าเข้าไปใกล้ หดตัวหลบอยู่หลังบานประตูมองดู
ไม่นาน ท่านย่าหลัวอินก็มาถึงหน้าประตูลาน
ชาวบ้านคนที่เป็นหัวหน้า สีหน้าลนลานพูดกับย่าหลัวอิน แถมยังยัดถุงเงินป่อง ๆ ให้ท่านอีก!
ครู่ต่อมา ท่านย่าหลัวอินก็หลีกทางให้ คนกลุ่มนั้นถึงกับยกโลงเข้ามาในห้องโถง!
ข้าไม่อยากข้องแวะกับชาวบ้าน ขดตัวแทบติดมุมผนัง
แต่ปรากฏว่าชาวบ้านไม่สนใจข้าเลย พวกเขาวางโลงลงแล้วก็รีบเร่งจากไป
ท่านย่าหลัวอินค่อย ๆ เดินย่างช้า ๆ เข้าบ้าน
นางยืนจังก้าตรงหน้าโลง ไม่ขยับเขยื้อน
ข้าก็จ้องมองโลงนี้เหมือนกัน สีดำสนิททำให้ข้ารู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง เหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองข้าอยู่ข้างหลัง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ท่านย่าหลัวอินก็เอ่ยเสียงเบาหวิว: "เจ้าหนู มาช่วยยายแก่เปิดฝาโลงที"
ใจข้าหวิววาบ เปลือกตากระตุกถี่ ๆ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก
ชั่วขณะหนึ่ง ข้าไม่ขยับ
ท่านย่าหลัวอินกลับชายตามองข้า ถามว่าฝึกเก็บศพมากี่ปี ศพยังไม่กลัว แล้วจะมากลัวโลงได้ยังไง?
คำพูดนี้ทำให้หน้าข้าร้อนผ่าว กลัวเสียหน้าพ่อ จึงกัดฟันเดินหน้าไปเปิดฝาโลง
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น ขนลุกผุดวาบเต็มแขน
ฝาโลงนั้นดันออกง่ายมาก แค่ครึ่งเดียวก็เปิด!
ไอเย็นจากในโลงพวยพุ่งออกมา พัดเข้าใส่ซอกคอ จนข้าหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
ก้นโลงมีศพหญิงสาวนอนอยู่!
ศพนั้นผิวหน้าซีดเหลืองอมเขียว ใบหน้าหดเหี่ยว ริมฝีปากแยกออกเล็กน้อย ซอกฟันดำทะมึน
เส้นผมแห้งกรอบยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งร่องรอยชีวิต
ที่ทำให้ขนลุกไม่หยุดที่สุด คือท้องของศพนี้ปูดโป่งสูง ราวกับท้องสิบเดือนใกล้คลอด!
ท่านย่าหลัวอินจ้องเขม็งมองลงไปในโลง ใบหน้าเหี่ยวย่นของนางแสดงความสลดใจ
"ท้องสิบเดือน ใกล้ครบกำหนด วิญญาณสมบูรณ์พร้อมแล้วแท้ ๆ แต่กลับต้องตายทั้งแม่ทั้งลูก ช่างน่าอนาถ"
ท่านย่าหลัวอินโน้มตัวเข้าไปในโลง เอาหน้านาบกับท้องนูนของศพนั้น!
แม้หลายปีมานี้ข้าจะเคยเห็นศพตามพ่อมาไม่น้อย แต่ตัวศพเองมันก็ให้ความรู้สึกอึมครึมและน่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว ต่อให้เป็นพ่อข้า ก็ไม่เคยแตะต้องศพแบบนี้...
ครึ่งชั่วยามต่อมา ท่านย่าหลัวอินเงยหน้าขึ้น มองที่ข้า แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า: "เจ้าหนู เดิมทียายแค่จะคอยเฝ้ายามกลางคืนให้เจ้า ไม่คิดว่าบ้านจะต้อนรับคนท้องได้ วันนี้คืนนี้ ข้าต้องคอยเฝ้าอยู่ในห้องโถงแล้ว"
"ในลานบ้านไม่มีภูตผีตนไหนเข้ามาได้หรอก ถึงเวลานั้น เจ้าก็นอนหลับให้เรียบร้อย เข้าใจไหม?"
ได้ยินดังนั้น ใจข้าแข็งค้าง
ลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดข้าก็ถามความข้องใจของตัวเองออกไป ทำไมพวกเขาถึงเอาโลงมาส่งที่บ้านนาง?
คนตายแล้วไม่ควรเอาไปฝังรึไง?
ท่านย่าหลัวอินกลับยื่นมือมาลูบหัวข้า บอกว่า ไม่ต้องถามมาก ไม่งั้นกลางคืนจะนอนไม่หลับ
จากนั้น นางก็หันหลังเดินเข้าไปในครัวข้าง ๆ
ข้าถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในห้องโถง ใจหวั่นไหวไม่เป็นสุข ไม่อยากมองศพหญิงสาวในโลง แต่สัญชาตญาณเดิม ๆ ก็ทำให้ข้าอดมองไม่ไหว...
ที่ประหลาดยิ่งกว่า ตามปรกติศพผู้หญิงนั่นมีใบหน้าแข็งทื่อ แต่เดี๋ยวนี้ข้ากลับรู้สึกเหมือนมันกำลังยิ้มให้ข้า
ไม่นาน ท่านย่าหลัวอินก็ออกมา ถือหมั่นโถวแป้งขาว ผักดอง และโจ๊ก นางเรียกข้าไปกินข้าว
ท้องข้าก็ร้องโก๊กทันที
กินข้าวเสร็จ ท้องอุ่นสบาย ตัวเบาหัวโล่งขึ้นเยอะ
ท่านย่าหลัวอินกลับมานั่งที่เก้าอี้ เอามาปั้นดำก้อนนั้นต่อ ถึงกับปั้นออกมาเป็นรูปคนอย่างน่าอัศจรรย์
ข้านั่งบนเก้าอี้อีกตัว ง่วงเหงาหาวนอน
ช่วงเวลากลางวันผ่านไปรวดเร็ว ภายนอกมืดค่ำแล้ว
ท่านย่าหลัวอินจัดแจงให้ข้านอนที่ห้องด้านข้าง ซึ่งมีเตียงดินอุ่นอยู่
นางบอกให้ข้าขึ้นนอน และกำชับอีกว่า กลางคืนนอนให้สบาย ที่หัวเตียงมีกระโถนฉี่
กำชับเสร็จ ท่านย่าหลัวอินก็กลับไปที่ห้องโถง และปิดประตู ในห้องก็เหลือข้าคนเดียว
ห่มผ้า ล้มตัวลงนอน
ในหัวคิดเลื่อนลอย แม้ย่าหลัวอินจะพิลึกชอบกล แต่นางก็เป็นยายแก่ใจดี ถ้าไม่ใช่เพราะนางมาดูแลข้า ตอนนี้ข้าคงยังนอนไม่หลับ ถูกฝันร้ายตามรังควาน...
คิดได้แบบนี้ โลงในห้องโถงก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
ความง่วงโถมทับมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าค่อย ๆ เคลิ้มหลับไป
แต่ไม่รู้เพราะอะไร ในหูแว่วได้ยินเสียงผู้หญิงสะอื้นไห้ และเสียงครวญครางว่าเจ็บ
ข้าพลิกตัวไปพลิกมา นอนหลับไม่สนิทเลย
ทันใดนั้นเอง ในหูก็ได้ยินอีกเสียง
เหมือนมีใครสักคนตะโกนอย่างร้อนรนว่า: "เกิดเรื่องที่ท่าเรือ! ไปช่วยกันเร็ว!"
ทันใดนั้น ใจข้ากระตุกวูบอย่างแรง! ลืมตาผุดพรวดลุกจากเตียง
ในห้องมืดจนน่าขนลุก ข้าตกใจสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง
หน้ากระดาษตรงช่องหน้าต่างข้างผนัง... มีเงาคนประทับอยู่ได้ยังไง?