ลมหนาวจากตะวันตกเฉียงเหนือพัดโหมอยู่หลายระลอก อุณหภูมิดิ่งฮวบ ฤดูหนาวปี 1957 มาถึงแล้ว
อากาศหนาว ลมก็แรง พอคนสูงวัยโดนความเย็นเข้า อาการบาดเจ็บเก่าและปวดเอวก็พลอยกำเริบ
การฝึกของกองทัพยังดำเนินต่อไปไม่หยุด ทหารที่หกล้ม กระแทก หรือข้อแพลงจึงทยอยกันเข้ามาไม่ขาดสาย
เต๋อฮวาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ คนไข้ในห้องตรวจไม่เคยขาด แม้แต่เวลาจะจิบน้ำยังไม่มี
ตอนนี้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า “จักษุแพทย์ได้ทอง ศัลยแพทย์ได้เงิน ส่วนสูตินรีแพทย์เหนื่อยแทบตาย” หมายความว่าอย่างไร
แม้แผนกกระดูกจะไม่ได้ติดอันดับนั้น แต่ก็เหนื่อยไม่ต่างกันเท่าไร
ทั้งวันเธอต้องจัดกระดูก ใส่เฝือก ฝังเข็ม และนวด หากไม่มียาเพิ่มพละกำลังกับยันต์ฟื้นคืนชีพ แขนของเธอคงล้าจนยกไม่ขึ้น
ในใจเธอบ่นอยู่ไม่น้อย รู้อย่างนี้ตั้งแต่แรกว่าแผนกกระดูกเหนื่อยขนาดนี้ก็น่าจะเรียนอายุรกรรม นั่งเขียนใบสั่งยาในห้องทำงานสบายกว่าตั้งเยอะ
แต่จะบ่นก็ส่วนบ่น งานที่ต้องทำก็ยังต้องทำ
ฝีมือเป็นของตัวเอง คนไข้ก็มาหาเธอ จะไล่ตะเพิดเขาออกไปได้อย่างไร
เช้าวันนั้น เต๋อฮวาเพิ่งจัดกระดูกและพันผ้าพันแผลให้ทหารคนหนึ่งที่ข้อเท้าแพลงระหว่างฝึกเสร็จ
ขณะกำลังก้มหน้าเขียนคำแนะนำการรักษา พยาบาลตรงประตูก็เคาะเบา ๆ ก่อนพาคนคนหนึ่งเดินเข้ามา
“คุณหมอเจียงคะ ท่านนี้คือรองหัวหน้าเสิ่นจากฝ่ายการเมืองของฐานทัพค่ะ ปวดเอว เลยตั้งใจมาขอรับการตรวจจากคุณหมอ”
เต๋อฮวาเงยหน้าขึ้น ผู้มาใหม่สวมเครื่องแบบทหารที่ซักจนสีซีดลงเล็กน้อย บ่าติดเครื่องหมายยศระดับรองผู้บังคับการกรม
รูปร่างสูงโปร่ง ท่ายืนตรงสง่า แม้ยืนอยู่ตรงประตู แผ่นหลังก็ยังเหยียดตรง เพียงแต่ตอนเดินก้าวเท้าหนักกว่าปกตินิดหน่อย หากไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบดูไม่ออก
