“อ้อใช่ คราวหลังเธออย่ากลับดึกขนาดนี้อีกนะ ต่อไปต้องถึงบ้านก่อนสี่ทุ่ม ฉันนอนคนเดียวแล้วกลัว”
นี่คือข้อความที่หร่วนอวี้เขียนขึ้นหลังจากพยายามเลียนแบบน้ำเสียงของร่างเดิมสุดความสามารถ เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการไปด้วย และแสดงความเอาแต่ใจไร้เหตุผลไปด้วย
แม้ว่าเธอจะพยายามอย่างหนักแล้วก็ตาม
แต่ในสายตาของลู่เฉิงอวิ๋น
กลับเหมือนอุ้งเท้าลูกแมวมาตะกุยเล่นอย่างซุกซนน่าเอ็นดู
ไม่เจ็บ มีแต่คันยุบยิบ
หร่วนอวี้เป็นเด็กสาวบ้านเดียวกันกับเขา คือเป็นเพื่อนเล่นตอนเด็กๆ ที่เคยเล่นด้วยกันไม่กี่วัน ความรู้สึกก็ไม่ได้ลึกซึ้งมากมายนัก
ต่อมาหร่วนอวี้มาหาเขาที่ปักกิ่ง เขาก็แค่ดูแลเธอเหมือนน้องสาวข้างบ้าน ที่คบหากับเธอก็เพราะผู้หญิงรอบตัวล้วนพุ่งเป้ามาหาเขา อย่างน้อยหร่วนอวี้ก็เป็นคนที่รู้ภูมิหลังกันดี
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าโชคดีที่เธออยู่เคียงข้างเขา
ไม่อย่างนั้นผู้หญิงพวกนั้นคงทิ้งเขาไปนานแล้ว
ลู่เฉิงอวิ๋นอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นเตียง ปิดไฟหัวนอนดวงน้อยที่หร่วนอวี้เปิดทิ้งไว้ให้ แล้วนอนลงข้างๆ เธออย่างเงียบๆ เช่นนี้
วันรุ่งขึ้น หร่วนอวี้ตื่นแต่เช้าก็เริ่มจัดวางขาตั้งวาดภาพ เธอวาดภาพเหมือนตัวเองหน้ากระจก
ลู่เฉิงอวิ๋นทำกับข้าวอยู่ในครัว
เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านที่ไม่เคยต้องแตะงานในครัว มีแม่ที่เอาใจใส่คอยทำกับข้าวให้ตั้งแต่เด็ก พอเรียนจบสร้างธุรกิจสำเร็จก็มีพี่เลี้ยงคอยทำกับข้าวให้
แต่หลังจากล้มละลายก็จ้างพี่เลี้ยงไม่ไหว แถมหร่วนอวี้ก็มักไม่ทำกับข้าว หรือไม่ก็นานๆ ทำทีก็ด่าเขาเป็นครึ่งชั่วโมง
ลู่เฉิงอวิ๋นไม่อยากถูกด่า ดังนั้นเขาจึงหัดทำกับข้าวเอง
ความจริงคืออัจฉริยะทำอะไรก็เก่งไปหมด
เช้าตรู่ราวเจ็ดโมง กลิ่นหอมของข้าวลอยอบอวลไปทั้งห้อง ถึงจะปิดประตู แต่กลิ่นก็ยังลอดผ่านช่องประตูเข้ามา
หร่วนอวี้หิวจนท้องร้องโกรกกราก
เธอลุกขึ้นเดินถือดินสอสเกตช์วิ่งไปที่ห้องครัว ยื่นหัวกลมๆ เข้าไปพลางถามอย่างออดอ้อนว่า “ลู่เฉิงอวิ๋น เธอทำอะไรอร่อยๆ อยู่เหรอ”
หญิงสาวในยามเช้าสวมชุดนอนสีขาว ผมถักเปียสองข้างง่ายๆ พาดมาข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ ดวงตากลมใสสุกใสเป็นประกายราวกับลูกองุ่นที่ไร้เดียงสาและสะอาดบริสุทธิ์
ลู่เฉิงอวิ๋นเพิ่งคิดได้เป็นครั้งแรกว่า หร่วนอวี้ดูดีมาก
เหมือนดอกมะลิขาวบริสุทธิ์
จนอยากบีบแก้มสักที
หร่วนอวี้ยื่นมือมาโบกไปมาอยู่ตรงหน้าเขา “เหม่ออะไรอยู่ นอนไม่หลับเหรอ แต่ทำไมไม่มีขอบตาคล้ำเลยล่ะ”
ลู่เฉิงอวิ๋นถูกคำถามรัวๆ ของเธอถามจนไม่รู้จะตอบอันไหน พอดีข้าวในหม้อสุกแล้ว เขาปิดไฟ หยิบจานจากตู้เก็บของของทั้งคู่ แล้วตักข้าวเช้าใส่อย่างดี
“ข้าวผัดไข่ ลองชิมดูว่าอร่อยไหม”
หร่วนอวี้รับจานมาถือช้อนแล้วกลับไปลิ้มรสในห้องด้วยข้าวเช้าหอมกรุ่นในอ้อมอก
เพราะเป็นห้องเช่าที่ใช้ห้องนั่งเล่นและครัวร่วมกัน
แต่ในห้องนั่งเล่นมีครอบครัวหนึ่งกำลังกินข้าวอยู่พอดี ทั้งคู่จึงกลับเข้าห้องไปกินกันคนนั่งบนเตียง คนนั่งบนเก้าอี้
“หอมจัง อร่อยมากเลย! ลู่เฉิงอวิ๋น เธอนี่มีฝีมือระดับพ่อครัวห้าดาวเลยนะ!” หร่วนอวี้ชมแบบไม่หวงคำชมเลยสักนิด
ลู่เฉิงอวิ๋นฟังแล้วขมวดคิ้ว
เขาถามกลับว่า “เมื่อก่อนเธอไม่ชอบบอกว่าฉันทำกับข้าวไม่อร่อยเหรอ”
หร่วนอวี้ “...”
นั่นร่างเดิมพูด ไม่ใช่ฉันพูดสักหน่อย
แต่หร่วนอวี้ที่ถูกสงสัยก็รีบหาข้อแก้ตัวทันควัน “ฉันหมายถึงไม่อร่อยเท่าที่บ้านใหญ่หลังนั้นเมื่อก่อน แต่ฝีมือเธอก็เก่งมากเหมือนกันนะ”
ลู่เฉิงอวิ๋นไม่ได้ถูกตบตาไปง่ายๆ
เขาพูดต่อ “สองวันนี้เธอแปลกๆ ไปหน่อย เวลาพูดก็...”
เขาอยากจะพูดว่าอ้อนแอ้น แต่ก็รู้สึกว่าคำว่าอย่างนี้ไม่เหมาะสม
เสียงของหร่วนอวี้หวานนุ่มนิ่มราวกับเด็กสาวแดนใต้
แต่บ้านเกิดพวกเขาอยู่แถบภาคกลาง
หร่วนอวี้ลุ้นระทึกจนหัวใจแทบหลุดออกมานอกอก ดีที่ลู่เฉิงอวิ๋นก้มหน้ากินข้าว ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอ เหมือนแค่พูดไปเรื่อยเฉยๆ
หร่วนอวี้รู้ตัวว่าตนจะต้องไม่ตกหลุมพรางการพิสูจน์ตัวเอง
ดังนั้นนางจึงโยนช้อนลงบนจาน หันหลังลุกขึ้นยืนสะเอวพลางพูดด้วยท่าทางดุๆ ว่า “ฉันชมเธอยังไม่ดีใจอีก อยากให้ฉันด่าเธอทุกวันหรือไง”
ลู่เฉิงอวิ๋นเงยหน้ามอง เด็กสาวร่างบางบอบบาง แม้สีหน้าจะดูดุ แต่ก็หาได้น่าเกรงขามไม่
เหมือนมันฝรั่งน้อยขี้โมโห
ลู่เฉิงอวิ๋นหลุบตาลงต่ำ “ก็คงไม่ต้องถึงขนาดนั้น”
หร่วนอวี้สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
หวาดกลัวว่าจะถูกไอ้คนฉลาดเป็นกรดนี่จับได้อีก
ลู่เฉิงอวิ๋นกินเสร็จก็ไปล้างจานอย่างเงียบๆ เชื่อฟัง กลับมาเห็นนางนั่งง่วนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้ยุ่งกับขวดเล็กกระปุกน้อยพวกนั้น แต่เป็นอุปกรณ์วาดรูปบางอย่าง
กระดาษสเกตช์บบนขาตั้งวาดภาพ นางได้วาดโครงร่างของหร่วนอวี้แล้ว
นางกำลังวาดรูปตัวเอง แถมยังใจจดใจจ่อมาก
ลู่เฉิงอวิ๋นคิดว่านางก็แค่วาดเล่นเรื่อยเปื่อย จึงกล่าวว่า “ฉันไปก่อสร้างแล้ว เธออยู่บ้านเล่นช้าๆ เถอะ”
“รู้แล้ว เจอกันสี่ทุ่ม จำไว้อย่าไปสายนะ นี่คือกฎห้ามพลบค่ำใหม่ของบ้านเรา” หร่วนอวี้พูดโดยไม่หันมามอง
กระดาษโน้ตที่นางวางไว้บนโต๊ะขยับ
ลู่เฉิงอวิ๋นต้องเห็นแล้วแน่ๆ
ด้วยความเข้าใจที่นางมีต่อเขา นางเอกถูกด่าจนว่าง่าย ยังไงเขาก็ต้องตกลง
เป็นไปตามคาด
ลู่เฉิงอวิ๋น “อืม”
วันนี้หร่วนอวี้เข้ากะค่ำ ตอนกลางวันกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วค่อยไปรับช่วงเวร ช่วงเช้าที่ว่างจึงเหมาะแก่การออกไปตั้งแผงขายของ
หลังจากวาดรูปสเกตช์ตัวเองเสร็จหนึ่งภาพ เธอก็เตรียมพื้นหลังรูปสเกตช์ไว้อีกหลายแผ่นล่วงหน้า แล้วอุ้มอุปกรณ์ของตัวเองออกจากบ้าน
หน้าร้อนที่ปักกิ่งร้อนระอุและอบอ้าว มีเพียงอุโมงค์ทางเดินใต้สะพานเท่านั้นที่เย็นสบายและกว้างขวาง อีกทั้งยังมีผู้คนสัญจรไปมามากมาย
เธอตั้งขาตั้งข้างแผงขายแตงโม
มีคู่รักหนุ่มสาวเดินผ่านมา ฝ่ายหญิงชี้ไปที่แผงของเธอพลางอุทานกับแฟนหนุ่มว่า “ดูนั่นสิ คนขายวาดภาพสเกตช์คนนี้ติดเวลาและราคาไว้ด้วยนะ สิบนาทีวาดเสร็จ ใบละสิบหยวน ถูกจัง”
ฝ่ายชาย “หายากจริงนะ น่าใช้ ไม่ลองวาดสักใบไหม”
ฝ่ายหญิงเดินเข้ามาถาม “วาดรูปสเกตช์คู่คิดราคายังไงคะ”
หร่วนอวี้ยิ้มตาหยี “จริงๆ ตามราคาต้องคิดสองคนนะคะ แต่พวกคุณเป็นลูกค้าคู่แรกที่เปิดแผงให้ฉัน ก็เลยยังคิดราคาใบละสิบหยวนค่ะ”
ฝ่ายหญิงดีใจ “งั้นวาดให้ใบหนึ่งนะคะ ขอบคุณค่ะ”
หร่วนอวี้ “ไม่ต้องเกรงใจค่ะ เชิญเลือกพื้นหลังสเกตช์เลยนะคะ ฉันเตรียมมาเยอะเลย เลือกได้ตามใจชอบค่ะ”
ทั้งคู่เลือกพื้นหลังรูปสะพานจินซานมาหนึ่งแผ่น หร่วนอวี้เริ่มจากการวาดเค้าโครงใบหน้าของทั้งคู่เสียก่อน แล้ว จึงให้พวกเขาทำสีหน้า
คุณลุงขายแตงโมข้างๆ นั่งพัดโบกไปมา มองอย่างยิ้มๆ
ยี่สิบนาทีก็วาดภาพคู่เสร็จ
ฝ่ายชายสแกนจ่ายเงินสิบหยวนให้เธอ คู่หนุ่มสาวถือรูปเดินจากไปอย่างดีใจ พลางเอ่ยปากชมไม่หยุด
“นี่ก็สิบนาทีวาดคนคนหนึ่งสมราคาจริงๆ ฝีมือการวาดดีมาก”
“ต้องเป็นนักศึกษาจากสถาบันศิลปะแน่ๆ ดูยังเด็กอยู่เลย”
“หรือจะเป็นนักศึกษาโรงเรียนศิลปะกลางที่อยู่ติดกัน”
“เป็นไปไม่ได้ นักศึกษาศิลปะกลางต้องแพงมากแน่ๆ”
หร่วนอวี้มองดูเงินเล็กน้อยที่โอนเข้าวีแชท ตื่นเต้นจนเอาแต่ชมตัวเองอยู่ในใจไม่รู้กี่หมื่นครั้ง
อาจารย์ที่เคารพทุกท่านเห็นไหมคะ
หนูเอาฝีมือการวาดรูปของตัวเองหาเงินได้แล้วนะคะ!