ยามพลบค่ำ ลู่เฉิงอวิ๋นวิ่งกลับมา
ในมือเขาถือทุเรียนกับสตรอว์เบอร์รีที่เพิ่งซื้อมา ตัวมอมแมมไม่มีเวลาแม้แต่จะปัดฝุ่น พอเข้าประตูก็ตรงไปเปิดลูกบิดประตูห้องเล็ก พอประตูเปิดออก เห็นว่าข้างในว่างเปล่าไม่มีใคร
ลู่เฉิงอวิ๋นหายใจติดขัด
ไปแล้วเหรอ?
ขนาดเธอยังไม่อยู่แล้ว...
ลู่เฉิงอวิ๋นพิงกรอบประตู รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
มีคนเคยบอกว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในโลกคือการได้ดิบได้ดีตั้งแต่เด็ก จากที่เคยอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ต้องมาตกอับอยู่ห้องใต้ดินเล็ก ๆ ไม่รู้ว่าทำไมชีวิตถึงกลายเป็นแบบนี้ได้
เดิมทีตอนที่หร่วนอวี้ยังอยู่
เขาคิดว่า บางทีอาจยังมีโอกาสพลิกฟื้น
แต่ตอนนี้หร่วนอวี้ไปแล้ว
แฟนสาวที่มีการศึกษาต่ำ ไม่ค่อยฉลาด แถมยังชอบดุด่าและทุบตีเขาคนนี้ ก็คือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของเขาในตอนนี้
นี่หมายความว่า
ชีวิตเขามันก็ได้แค่นี้แล้วงั้นหรือ?
“ลู่เฉิงอวิ๋น ฉันซักผ้าเสร็จแล้ว นายไปอาบน้ำเถอะ” จู่ ๆ เสียงของหร่วนอวี้ก็ดังขึ้นข้างหลัง
ลู่เฉิงอวิ๋นสะดุ้งไปทั้งตัว
หันไปมองเธอ ไม่อยากจะเชื่อ “เธอไม่ได้ไป?”
“จะให้ไปไหน?” หร่วนอวี้ฉงนเล็กน้อย คิดแล้วพูดว่า “หมายถึงไปทำงานเหรอ? วันนี้ฉันหยุดงาน”
เจ้าของร่างเดิมมีการศึกษาแค่มัธยมปลาย ในปักกิ่งที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ หางานได้แค่เป็นพนักงานเก็บเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต ถึงเงินเดือนจะแค่ 3,500 หยวน แต่ก็ดีที่ไม่ได้ตากแดดตากฝน แถมยังมีประกันสังคมให้
หร่วนอวี้มองอ่างที่เธอถืออยู่ ข้างในมีเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ เขาหลีกทางให้เธอ เดินไปตากผ้าที่ริมหน้าต่างในห้อง
หร่วนอวี้กำลังจะตากชุดชั้นใน เขาก็เลี่ยงไปอาบน้ำ
พอตากผ้าเสร็จ เธอหันไปเห็นสตรอว์เบอร์รีลูกโตที่ล้างแล้วบนโต๊ะ แล้วก็ทุเรียนลูกใหญ่มากอีกหนึ่งลูก
หร่วนอวี้เดินเข้าไปดูป้ายด้านบน
มันคือทุเรียนมูซานคิงที่ราคาหกร้อยหยวนนั่น
หร่วนอวี้ถึงกับอึ้ง “ผลไม้แพงขนาดนี้ เขาซื้อมาได้ยังไง?”
เจ้าของร่างเดิมเคยใช้ชีวิตสุขสบายกับลู่เฉิงอวิ๋นถึงได้รู้จักแบรนด์พวกนี้เป็นอย่างดี แต่พอเขาล้มละลาย เธอกลับยังต้องการใช้ชีวิตแบบเดิม
ลู่เฉิงอวิ๋นผลักประตูเข้ามา ถือผ้าเช็ดตัวเช็ดผม
เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ทั้งตัวสะอาดสะอ้าน ผมดำยุ่งเหยิงยังมีหยดน้ำไหลอยู่ หยดน้ำไหลอาบแก้มลงมาถึงแนวกราม กลิ่นหอมของสบู่ที่เพิ่งอาบผสมกับความเย็นชืด แม้จะเป็นยามพักผ่อนเช่นนี้ คิ้วของเขาก็ยังขมวดเล็กน้อย
หร่วนอวี้กลืนน้ำลาย
เธอรู้สึกเหมือนโดนยั่วยวน
แต่ไม่มีหลักฐาน
“นาย นายไม่ได้บอกว่าจะซื้อแค่สตรอว์เบอร์รีเหรอ?” หร่วนอวี้เตือนเขาอย่างตะลึงงัน “อีกไม่กี่วันก็ต้องจ่ายค่าเช่าห้องแล้วนะ”
ลู่เฉิงอวิ๋นพูดเรียบ ๆ ว่า “ไม่เป็นไร ฉันขยับเวลาทำงานเพิ่มได้อีกวันละสองชั่วโมง ก็หาเงินส่วนนั้นมาได้”
หร่วนอวี้พลันนึกขึ้นได้ว่า เมื่อคืนเขาก็นอนน้อยกว่าปกติสองชั่วโมงเหมือนกัน เพียงแต่ถูกเจ้าของร่างเดิมด่า
ดังนั้นเขาคิดว่า ยังไงถูกด่าก็นอนไม่ได้เหมือนกัน สู้ไปย้ายของหาเงินดีกว่า?
หร่วนอวี้มองเขาด้วยความรู้สึกผิด พึมพำว่า “ข้าวอยู่ในหม้อ กินข้าวก่อนเถอะ”
ลู่เฉิงอวิ๋น: “อืม”
เขาไปตักข้าวที่ห้องครัว มากินกันคนละชาม กินเสร็จ ลู่เฉิงอวิ๋นก็ไปล้างชามล้างหม้อ จัดการห้องครัวเรียบร้อย ถึงได้ออกไปทำงานเป็นกรรมกรขนของที่สวนโลจิสติกส์
หร่วนอวี้มองตามแผ่นหลังเขา
ลู่เฉิงอวิ๋นใส่เสื้อกล้าม แต่ทั้งหัวไหล่และลำคอมีแต่รอยแผล แม้แต่แขนก็มีรอยขีดยาวเป็นทาง พันแผลไว้ลวก ๆ แล้วก็ไปทำงานต่อ
คนที่หยิ่งทะนงขนาดนั้นกลับกลายเป็นแบบนี้ ทำเอาคนมองแล้วรู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย
หร่วนอวี้หันไปมองทุเรียนลูกใหญ่บนโต๊ะอีกครั้ง เก็บถุงหิ้วแล้วก็เดินตุบตับ ๆ ไปที่ร้านผลไม้ในหมู่บ้าน
“เจ้าของร้านคะ นี่ทุเรียนที่แฟนหนูเพิ่งซื้อไป พี่คืนเงินให้หนูได้ไหม? ที่บ้านหนูไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องแล้วจริง ๆ”
เจ้าของร้านจำหร่วนอวี้ได้ มากี่ครั้งก็เอาแต่ผลไม้เกรดดีที่สุด เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของร้าน เดิมทีเธอไม่อยากคืนเงินให้หรอก
แต่เด็กสาววันนี้หวานเป็นพิเศษ อ้อนวอนเธอเสียงอ่อนหวาน ป้าห้าสิบกว่าเองยังแทบต้านไม่ไหว
“ได้แค่คืนให้ 580 หยวนนะ ไม่งั้นใคร ๆ ก็มาเอาผลไม้มาคืนตามอำเภอใจ ร้านเราก็ทำมาหากินไม่ได้แล้ว” เจ้าของร้านยอมอ่อนข้อ
หร่วนอวี้รีบผงกหัวรัว ๆ ตื่นเต้นดีใจ “ขอบคุณเจ้าของร้านนะคะ ขอให้ร้านค้าขายรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองนะคะ!”
เจ้าของร้านถูกเธอทำเอาขำ แกส่งเงินสดให้เธอด้วยรอยยิ้ม
หร่วนอวี้รับเงินกลับบ้าน
ระหว่างทางเห็นร้านเครื่องเขียนร้านหนึ่ง
นึกขึ้นได้ว่าสามารถหางานพิเศษทำได้
เธอเป็นนักศึกษาคณะศิลปะ ถึงจะยังไม่มีงานประจำ แต่ความสามารถในการวาดรูปก็ยังมีอยู่ หร่วนอวี้คิดว่าจะรอหลังเลิกงานไปตั้งแผงขายของใต้สะพาน หาเงินด้วยการวาดภาพขาย
แบบนี้เธอกับลู่เฉิงอวิ๋นก็จะได้ย้ายออกจากห้องใต้ดินเร็วขึ้น ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบซักเสื้อผ้าตัวหนึ่งแล้วยังไงก็ไม่มีวันแห้ง ทุกวันมองไม่เห็นตะวันเหมือนอยู่ในท่อน้ำทิ้งอีกต่อไป
ส่วนเรื่องการจากลู่เฉิงอวิ๋นไป...
หร่วนอวี้จริง ๆ แล้วไม่เคยคิด
เพราะนอกจากขายพระเอกแล้ว การทอดทิ้งพระเอกก็เป็นบาปใหญ่ไม่แพ้กัน ในช่วงนี้เธอจะให้เขาผูกใจเจ็บด้วยไม่ได้
ในหนังสือบันทึกไว้ว่าพระเอกจะได้พบกับนางเอกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แค่เธอคอยอยู่เป็นเพื่อนเขาให้ดีในช่วงนี้ ให้เขาพบกับนางเอกได้อย่างราบรื่น แล้วก็ถอนตัวออกมาอย่างสง่างามก็พอ
ตีสองกว่า ลู่เฉิงอวิ๋นกลับถึงบ้าน
อย่างที่เขาให้สัญญาไว้ ทุกวันขยันทำงานเพิ่มอีกสองชั่วโมง แบบนี้ก็จะหาเงินค่าทุเรียนมาได้
เวลานี้ หร่วนอวี้หลับไปแล้ว
ไฟในห้องปิดหมด เหลือเพียงโคมไฟเล็ก ๆ ข้างเตียงที่ยังเปิดอยู่ ใต้แสงไฟดูเหมือนจะมีกระดาษวางแผ่นหนึ่ง ข้าง ๆ มีเงินสีแดงหลายใบ กับเงินย่อยอีกเล็กน้อย
ลู่เฉิงอวิ๋นใจสั่นไหว
เงินติดตัวเธอใช้เกลี้ยงแล้วไม่ใช่เหรอ? เพิ่งเงินเดือนออกก็ไปซื้อกระโปรงผืนละพันกว่าหยวน ส้นสูงคู่หนึ่ง กับพวกขวดโหลสีสันสดใสเต็มไปหมด
คิดพลาง เขาก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นลายมือของหร่วนอวี้ งดงามและอ่อนช้อย
“ลู่เฉิงอวิ๋น บอกแล้วไงว่าไม่เอาทุเรียน ทำไมยังจะซื้ออีก?”
“ฉันไปขอคืนเงินกับเจ้าของร้านมาได้ 580 หยวน แล้วก็ซื้อกระดานวาดภาพกับกระดาษสเกตช์ไปหน่อย เหลือเงินวางไว้บนโต๊ะหมดแล้ว”
“คราวหลังอย่ามาทำตามอำเภอใจแบบนี้อีก”
“ฉันไม่ชอบ”