ตั้งแต่เที่ยงวันนี้เธอวิ่งรอกไปงานเลี้ยงหลายงาน แต่ละงานดื่มไม่มาก ทว่าก็ต้องดื่มบ้างสองสามแก้ว สามสี่แก้ว แค่ผู้หญิงออดอ้อนสักหน่อยก็เปลี่ยนเป็นไวน์แดงได้ จะได้ไม่ต้องดื่มเหล้าขาวจนกระเพาะทะลุ
แต่ถึงอย่างนั้น ไวน์แดงก็ออกฤทธิ์ทีหลังแรง
ถึงสมองของสวีชิงเฉิงจะยังมีสติ แต่ร่างกายก็ทนไม่ไหวแล้ว
เธอเดินออกจากห้องส่วนตัว ยังไม่ทันไปถึงห้องน้ำ สวีชิงเฉิงก็รีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ
บันไดเงียบสงัด ไม่มีใครอยู่
สวีชิงเฉิงเปิดฝาถังขยะแล้วอาเจียนอย่างหนัก
อาเจียนเสร็จแล้ว
อาเจียนจนน้ำตาไหล
ชีวิตบัดซบอะไรอย่างนี้
สวีชิงเฉิงใช้นิ้วเช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วจู่ ๆ ก็เตะถังขยะเต็มแรง “ให้ตายสิ! ฟู่จิ่งถิง ไอ้สารเลว!”
ฟู่จิ่งถิงคาบบุหรี่ไว้ ใช้ศอกพาดราวบันไดหลวม ๆ มองละครเดี่ยวที่จู่ ๆ ก็มาแสดงตรงหน้า
พอได้ยินชื่อตัวเองขึ้นมาอย่างกะทันหัน หางคิ้วก็เลิกขึ้น
แต่ภาพที่ฝังแน่นในความทรงจำจากสิ่งที่เห็น กลับมีเพียงตอนที่เธอเงยหน้าแล้วเช็ดน้ำตาตรงหางตา
สวีชิงเฉิงเปิดกระเป๋าถือ หยิบผ้าเปียกออกมาเช็ดปากและมือ
จากนั้นก็หยิบกระจกแต่งหน้าขึ้นมาเติมเครื่องสำอางอย่างประณีต
เธอฉีกยิ้มแบบนักธุรกิจมาตรฐาน แล้วส่องกระจกดูตัวเอง
สมบูรณ์แบบ
แต่ว่า...ในกระจก...
สวีชิงเฉิงใช้นิ้วเช็ดกระจกแต่งหน้า แล้วค่อย ๆ หมุนกระจกไปทางขวาทีละนิด
ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏขึ้นในกระจกเต็ม ๆ
สวีชิงเฉิงหันขวับไปมอง
ฟู่จิ่งถิงยืนตัวตรงแล้ว เขาดีดก้นบุหรี่ในมือลงในที่เขี่ยบุหรี่ตรงบันได ก่อนเปิดประตูเดินออกไป
