ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดอึดอัด พนักงานรถไฟในเครื่องแบบคนหนึ่งก็วิ่งหอบเข้ามา
เขาปาดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผาก ก่อนจะแหวกฝูงชนเข้าไปตรงกลาง
“ใครก่อเรื่อง?” เขาถามเสียงเข้ม
“สองคนนั่นแหละ”
พอเห็นพนักงานรถไฟมา ชายชราก็ทำราวกับเห็นที่พึ่ง
เขาไม่ปวดเอว ไม่เจ็บขาอีกแล้ว ชี้นิ้วไปทางต้วนหานเยว่กับฮั่วหมิงซาน พลางพูดจนน้ำลายกระเด็น
“สองคนนี้ทำตัวสนิทสนมกันเกินงาม ดูไม่ดีเลย! ฉันแค่หวังดี เตือนให้รู้จักวางตัว แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกลับสาปแช่งให้ฉันตาย!”
พนักงานรถไฟถึงกับตั้งตัวไม่ทัน โดนน้ำลายสาดใส่หน้าเต็ม ๆ
พอเงยหน้าขึ้นเห็นคนพูด คิ้วของเขาก็กระตุกอย่างแรง
เป็นชายชราที่ไร้เหตุผลคนนี้อีกแล้ว
ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็เริ่มจับผิดไม่หยุด เดี๋ยวบอกว่าปูผ้าปูที่นอนไม่เรียบร้อย ผ้าห่มก็ซักไม่สะอาด เดี๋ยวขอน้ำร้อน ขอหมอน ขอข้าวฟรี
เป็นตัวป่วนเดินได้ชัด ๆ
พนักงานรถไฟยกมือเช็ดหน้าแรง ๆ แล้วหันไปถามต้วนหานเยว่กับฮั่วหมิงซาน
“พวกคุณจะว่ายังไง?”
ด้วยอคติที่มีต่อชายชรา พนักงานรถไฟคิดว่าครั้งนี้ก็คงเป็นเขาที่หาเรื่องก่อนเหมือนเดิม
“เขากลับดำเป็นขาว!”
ต้วนหานเยว่พูดจาฉะฉาน น้ำเสียงใสกังวาน ริมฝีปากเล็กขยับรัวราวกับเทถั่วออกจากกระสอบ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เสียหมดเปลือก
“ฉันไม่ค่อยสบาย เลยพิงคู่หมั้นพักอยู่ดี ๆ เขาก็เดินเข้ามาด่าว่าพวกเราไร้ยางอาย! พอฉันเถียง เขายังลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นอีก!”
“ฉันพูดถูกไหม?”
ต้วนหานเยว่สะกิดฮั่วหมิงซาน
ฮั่วหมิงซานพยักหน้าตามแรงสะกิดเบา ๆ ของเธอ แล้วรับคำว่า “คู่หมั้นผมพูดถูกครับ”
“ถึงเป็นคู่หมั้นกันก็ไม่เห็นต้องนั่งใกล้กันขนาดนี้!”
พอเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจ ชายชราก็เด้งตัวขึ้นพิงผนังรถไฟ มือกุมหน้าอกแล้วแหกปากร้องคร่ำครวญ
“ฉันแก่แล้ว ไม่มีใครชอบแล้ว แค่หวังดีแท้ ๆ ยังโดนสาปให้ตายอีก”
“มีชีวิตอยู่ไปก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว...”
“อึก...”
เห็นท่าทางของเขาแล้ว ต้วนหานเยว่ก็พยายามอดทนแล้วอดทนอีก แต่ความรู้สึกอยากอาเจียนที่ข่มไว้ตั้งแต่ขึ้นรถกลับประดังขึ้นมาพร้อมกัน เธออ้าปากกำลังจะด่าชายชราที่กลับดำเป็นขาวและไม่รู้จักวางตัวให้สมวัย
