กินข้าวเสร็จ ฮั่วหมิงซานก็ไปล้างปิ่นโต ส่วนต้วนหานเยว่ที่นอนจนเต็มอิ่มแล้วนั่งอยู่ข้างเตียง มองออกไปข้างนอก
ฮั่วหมิงซานกลับมาหลังเอาปิ่นโตไปคืน เห็นเธอจ้องมองข้างนอกไม่วางตา เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงขยับมานั่งชิดเธอ
ต้วนหานเยว่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ยังขยับตัวเว้นที่ให้เขาอีกนิด
เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างคนทั้งสอง ฮั่วหมิงซานก็ถอนหายใจเบา ๆ
ต้วนหานเยว่ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็จิ้มเอวฮั่วหมิงซานเป็นระยะ พลางวิจารณ์ทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไป
ถ้าฮั่วหมิงซานคล้อยตาม เธอก็จะยิ้มจนตาหยี เชิดหน้าขึ้นอย่างร่าเริง
แต่ถ้าเขาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย เธอก็จะหันหน้าหนีแล้วยกมือปิดหู
เมื่อจับทางได้ ฮั่วหมิงซานจึงสลับพูดเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย มองสีหน้าเธอเปลี่ยนไปมา ดวงตาที่ปกตินิ่งสงบของเขาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
แต่ต้วนหานเยว่ก็ไม่ใช่คนโง่ พอเจอแบบนี้หลายครั้งเข้า เธอก็รู้ตัว เมื่อสบสายตาเปื้อนยิ้มของฮั่วหมิงซาน เธอก็พุ่งเข้าใส่เขาราวกับแมวน้อยกางเล็บ ทุบตีเขา
แรงไม่มากนัก
เหมือนแมวน้อยข่วนคัน ๆ
ฮั่วหมิงซานไม่หลบ ร่างยืนนิ่งราวกับหินผา ต้วนหานเยว่ทุบเขาไปสองสามที พอเห็นว่าเขาไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว กลับเป็นหลังมือของเธอเองที่แดงขึ้นมา
เธอเบะปาก ฮึดฮัดเสียงดัง แล้วขยับไปนั่งข้างหน้าต่าง
ฮั่วหมิงซานพยายามขยับเข้าไปใกล้ เธอก็ผลักเขาออกไปทันควันราวกับขนพอง พร้อมใช้นิ้วขีดเส้นแบ่งเขตระหว่างทั้งคู่
“ฝั่งนี้ของฉัน ฝั่งนั้นของคุณ”
“อ้อ”
เมื่อถูกจำกัดพื้นที่ ฮั่วหมิงซานก็ตอบรับอย่างเสียดาย
