“จิ๊”
“หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่รู้จักอายกันเลย กลางวันแสก ๆ ก็ยังโอบกอดกัน ไม่เหลือหน้าตาไว้บ้างหรือไง”
เสียงชายชราที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ต้วนหานเยว่ซึ่งกำลังมึนงงตั้งตัวไม่ทันอยู่ชั่วขณะ
จนชายคนนั้นส่งเสียงฮึดฮัดดังลั่นอีกครั้ง ต้วนหานเยว่ถึงได้เบิกตากว้างขึ้นมาอย่างเพิ่งนึกได้
เธอชี้ตัวเอง ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “คุณกำลังพูดถึงฉันเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ พูดถึงเธอนั่นแหละ”
คุณตาบนเตียงฝั่งตรงข้ามสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีดำที่ปะชุนจนเต็มไปหมด ผิวหนังมีจุดด่างสีเหลืองขาว ใบหน้าเหี่ยวย่นหย่อนคล้อย สายตาที่มองต้วนหานเยว่กับฮั่วหมิงซานเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูแคลน
“ไม่รู้ว่าพ่อแม่สั่งสอนกันยังไง อายุแค่นี้ก็ทำตัวสำส่อนเหมือนทนความเหงาไม่ไหวแล้ว ถ้าเป็นลูกสาวฉันละก็ ฉันจะอบรมให้ดีเลย!”
“คุณเป็นใครถึงคิดจะมาอบรมฉัน?”
ต้วนหานเยว่โมโหจนหัวเราะออกมา “ดูสภาพคุณสิ แค่เห็นก็ปวดตาแล้ว ยังคิดจะมีลูกสาวสวยหยาดเยิ้มแบบฉันอีกเหรอ ทำไมไม่หวังให้ขนมเปี๊ยะตกลงมาจากฟ้าล่ะ!”
“มีเวลาก็หัดส่องกระจกบ้าง อย่ามัวแต่จ้องจับผิดคนอื่นทุกวัน!”
พูดจบ ต้วนหานเยว่ก็จงใจเอนตัวพิงฮั่วหมิงซานมากขึ้น
ดูเหมือนคุณตาคนนั้นจะนึกไม่ถึงว่าต้วนหานเยว่จะไม่ยอมเสียเปรียบใคร ดวงตาขุ่นมัวเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า
นิ้วที่ชี้ต้วนหานเยว่สั่นระริก น้ำเสียงสั่นเครือ “เธอ...เธอมันนังเด็กไร้มารยาท! แต่งงานไปแล้วสักวันก็ต้อง...”
“อ๊าก!”
คำพูดหยาบคายยังไม่ทันหลุดจากปาก คุณตาก็ส่งเสียงร้องแหลมออกมา
ที่แท้ฮั่วหมิงซานซึ่งเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นพรวด คว้านิ้วที่ชี้ต้วนหานเยว่แล้วหักไปด้านหลัง
ร่างสูงใหญ่ของเขาขยับฉับไว เพราะกำลังโกรธ ดวงตาสีหมึกคู่นั้นจึงดำมืดราวกับมีน้ำหมึกหยดออกมาได้
“คู่หมั้นของผมแค่ไม่สบายเลยพิงผมพักเท่านั้น ถ้าคุณยังใส่ร้ายคู่หมั้นผมอีก เราก็เรียกพนักงานรถไฟมาตัดสินกัน”
