“ไปเถอะ ฉันรออยู่ตรงนี้” ต้วนหานเยว่ย่อมไม่คิดจะห้ามเขา
ฮั่วหมิงซานวางของที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ลงข้างเท้าต้วนหานเยว่ ก่อนสาวเท้ายาวมุ่งหน้าไปยังฝูงชนที่กำลังชุลมุน
เขาถามคนแถวนั้นจนรู้ว่ามีขโมยโผล่มาในตลาด ตอนขโมยของถูกจับได้คาหนังคาเขา เจ้าหัวขโมยก็โยนกระเป๋าสตางค์ทิ้งแล้ววิ่งหนีไป ระหว่างทางยังชนแผงล้มระเนระนาด แถมผลักผู้ใหญ่ เตะเด็ก ราวกับนักเลงไร้หัวใจที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
ฮั่วหมิงซานวิ่งตามทิศทางที่ชาวบ้านใจดีชี้บอก เขาก้าวยาว ๆ อย่างรวดเร็ว ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงวิ่ง พอเห็นชายคนหนึ่งวิ่งหนีหน้าตาตื่น เขาก็กระโดดเตะจนอีกฝ่ายล้มคว่ำลงกับพื้น
ฝูงชนที่ยืนดูต่างฮือฮาด้วยความตื่นตะลึง พากันชื่นชมว่าเขาฝีมือว่องไว หลังจับหัวขโมยมัดไว้อย่างแน่นหนาแล้ว ผู้คนก็ยังล้อมฮั่วหมิงซานไว้ พูดกับเขาไม่หยุด
ทั้งถามว่าแซ่อะไร ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน แต่งงานหรือยัง ท่าทางราวกับว่าถ้าเขายังไม่ได้สร้างครอบครัว พวกเขาก็พร้อมจัดงานแต่งให้ตรงนั้นเสียเลย
ฮั่วหมิงซานยังพอทำหน้าขรึมใส่ทหารใต้บังคับบัญชาได้ แต่พอเจอชาวบ้านที่กระตือรือร้นเหล่านี้ เขากลับจนปัญญา ถูกล้อมอยู่ตรงกลางจนแทบขยับตัวไม่ได้
“คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?” ต้วนหานเยว่เลือกผ้าเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เห็นฮั่วหมิงซานกลับมา กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งมาดักเธอไว้ข้างแผงขายผ้า
เป็นหญิงสาวคนเดียวกับเมื่อวานที่ตาบวมแดงราวกับลูกท้อ วันนี้ดวงตากลับเป็นปกติแล้ว แต่ต้วนหานเยว่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการพูดอะไร
