พอได้คำตอบจากต้วนหานเยว่ ฮั่วหมิงซานถึงค่อยพอใจขึ้นมาบ้าง
“ผู้ชายคนนั้นชื่อเฝิงกังเหรอ?”
“ใช่สิ” ต้วนหานเยว่หันไปมองเขา “เขายังให้ฉันออกมาสืบชื่อเสียงเรียงนามของเขาด้วยนะ”
ต้วนหานเยว่กะพริบตาปริบ ๆ “แล้วเขาเป็นใครเหรอ? คุณรู้จักด้วยหรือ?”
สีหน้าของฮั่วหมิงซานซับซ้อนจนยากจะบรรยาย “รู้จักสิ คนในครอบครัวเขา คุณก็รู้จักเหมือนกันหรือ?”
“หืม?” ต้วนหานเยว่ประหลาดใจเล็กน้อย
เธอลองนึกทบทวนดู แต่ก็คิดไม่ออกว่ารู้จักใครแซ่เฝิง
เห็นเธออยากรู้ ฮั่วหมิงซานจึงไม่อ้อมค้อม “เฝิงกังเป็นน้องชายร่วมมารดาของผู้บังคับกองพลจูกับจูอิ๋งชุน ตอนแม่คลอดเขาอายุก็เกือบ 40 แล้ว แถมคลอดยากอยู่สองวันสองคืน สุดท้ายพอคลอดออกมาเลยให้เขาใช้นามสกุลของแม่”
“เป็นลูกคนสุดท้องที่ได้มาตอนแก่ คนทั้งบ้านตามใจเขามาก ต่อมายังอาศัยเส้นสายของผู้บังคับกองพลจูเข้าไปเป็นรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์อีก”
ต้วนหานเยว่เข้าใจแล้วจึงวิจารณ์ว่า “ลูกคนมีเส้นที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจสินะ”
ฮั่วหมิงซานมองเธอ “ไม่ต้องกลัวเขาหรอก ต่อให้ผู้บังคับกองพลจูมีอำนาจแผ่ไปไกลแค่ไหน ก็ยังมายุ่งกับพวกเราไม่ได้ ครั้งก่อนฉันไว้หน้าเขา แต่ถ้าคราวหน้ามีเรื่องแบบจูเสวี่ยชิงอีก คุณก็จัดการตามที่อยากทำได้เต็มที่เลย”
แม้ตอนพูดชายหนุ่มจะใช้เสียงเนิบช้า แต่ก็หนักแน่นเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ตอนนั้นเองต้วนหานเยว่ถึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นคนรุ่นที่สามของครอบครัวผู้มีอำนาจ
ถ้าพูดถึงเส้นสายแล้ว เขานี่แหละคือลูกคนมีเส้นในหมู่ลูกคนมีเส้น
ระหว่างพูดคุย ไส้เกี๊ยวของฮั่วหมิงซานก็ปรุงเสร็จแล้ว เขากำลังนวดแป้งและคลึงแผ่นเกี๊ยว ส่วนต้วนหานเยว่ก็นั่งลงบนเก้าอี้อย่างรู้หน้าที่ เตรียมช่วยห่อเกี๊ยว
