หลังมื้อเย็น ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปจนหมด ด้านนอกมืดสนิทไร้แสงสว่าง
ฮั่วหมิงซานวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน ต้วนหานเยว่จึงบอกให้เขาขึ้นไปนอนพักสักหน่อย
กลางวันเธอนอนมากไป ตอนนี้กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าผิดปกติ
แต่ไม่มีอะไรให้ทำแก้เบื่อ ต้วนหานเยว่จึงได้แต่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงไม้แข็งแคบ ๆ
ผู้คนในตู้โดยสารเดินเข้าเดินออกกันไปมา เธอนอนพลิกตัวไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เผลอหลับไปอย่างเลือนราง
ยามค่ำคืน
มืดสนิทราวกับหมึก
ต้วนหานเยว่ปวดปัสสาวะจนสะดุ้งตื่น เธอขยี้ตาแล้วลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะพบว่าไฟในตู้โดยสารดับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เหลือเพียงไฟสีขาวสลัว ๆ บริเวณทางเดิน
ทั้งที่เธอขยับตัวไม่มาก ชายที่นอนอยู่บนเตียงชั้นบนกลับพลิกตัวลงมาในทันที
ร่างกำยำหย่อนลงมา บดบังแสงริบหรี่ที่ส่องเข้ามาจากทางเดิน
ท่ามกลางความมืด มือของต้วนหานเยว่ถูกกุมไว้ ฝ่ามือของชายหนุ่มอบอุ่นและแห้งสะอาด ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดลำคอระเรื่อย ๆ ของเธอ จนเกิดความรู้สึกจั๊กจี้วาบหวาม
ต้วนหานเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อย ถามเสียงเบาหวิวว่า “คุณลงมาทำไมคะ?”
“จะไปไหนครับ? ผมไปเป็นเพื่อน”
ฮั่วหมิงซานบีบฝ่ามือนุ่มนิ่มของเธอเบา ๆ
ต้วนหานเยว่รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง เธอโตขนาดนี้แล้ว จะไปเข้าห้องน้ำยังต้องให้คนตามไปเป็นเพื่อนอีกหรือ?
เธอดันเขาเบา ๆ แล้วพูดเสียงค่อยว่า “ฉันไปเข้าห้องน้ำค่ะ เดี๋ยวก็กลับมา”
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร มือที่กุมเธอไว้ก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ต้วนหานเยว่จำใจขยับเข้าไปใกล้เขา ลดเสียงลงแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง “ฉันไปเข้าห้องน้ำ คุณจะตามไปทำไมคะ! เดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว”
