“ก็ใช้ด่างซักผ้าน่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะใช้อะไรได้อีกล่ะ?” เซี่ยหมิ่นถามอย่างไม่เข้าใจ
“ใช้แต่ด่างอย่างเดียวเหรอ? ทำไมไม่ใช้สบู่ล่ะ?”
เซี่ยหมิ่นขยี้ผ้าไปพลางยิ้มตอบไปพลาง “สบู่แพงขนาดนั้น พวกเราจะซื้อไหวได้ยังไง? แค่ก้อนเล็ก ๆ ก็ห้าสิบเฟินแล้ว ยังต้องใช้คูปองซื้อสบู่อีกหนึ่งใบด้วย”
พูดจบ เธอก็บิดผ้าในมือจนหมาด สะบัดสองครั้งแล้วโยนพาดบนราวตากผ้า เท่านี้ก็ซักเสร็จแล้ว
ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า คราบมันสีเหลืองบนปกเสื้อเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
แต่เซี่ยหมิ่นชินกับภาพเช่นนี้มานานแล้ว เธอนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก ก่อนหยิบผ้าอีกชิ้นขึ้นจากน้ำ เทด่างลงไปเล็กน้อยแล้วขยี้ซัก สุดท้ายก็ล้างน้ำอีกครั้ง เสื้อผ้าที่มีขอบเหลืองเป็นวงจึงโบกสะบัดอยู่บนราวตากผ้าตามแรงลมอีกผืน
ต้วนหานเยว่ขมวดคิ้วมุ่น มองอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นเซี่ยหมิ่นกำลังจะเอาเสื้อที่ยังมีคราบเหลืองขึ้นไปตากอีกครั้ง เธอก็อดเอ่ยปากไม่ได้
“คุณน้าเซี่ย ที่บ้านมีน้ำส้มสายชูขาวไหมคะ? หลังซักผ้าด้วยด่างแล้ว เอาน้ำส้มสายชูมาช่วยปรับสภาพ คราบเหลืองกับคราบมันพวกนี้ก็ซักออกง่ายมากเลยค่ะ”
“จริงเหรอ?” มือที่กำลังขยี้ผ้าของเซี่ยหมิ่นชะงักลง สีหน้าเจือความสงสัย
น้ำส้มสายชูขาวราคาถูกกว่าอยู่บ้าง ร้านขายของชำก็มีขาย ชั่งละแปดเฟิน
แต่ปกติน้ำส้มสายชูขาวใช้ปรุงรสในครัว เซี่ยหมิ่นไม่เคยเห็นใครเอามาซักผ้ามาก่อน
ต้วนหานเยว่เห็นแววลังเลและสงสัยในดวงตาของเซี่ยหมิ่น จึงอธิบายว่า “ด่างมีฤทธิ์เป็นด่าง ส่วนน้ำส้มสายชูขาวมีฤทธิ์เป็นกรด พอกรดกับด่างทำปฏิกิริยากัน นอกจากจะช่วยขจัดเหงื่อและคราบสกปรกแล้ว ยังใช้ทำความสะอาดคราบชาในกระติกน้ำร้อนได้ด้วยนะคะ”
