“ถ้าคิดว่าโอกาสชนะริบหรี่ ตอนนี้ถอยยังทันนะ” ซูชิงอวี๋เอนหลังเล็กน้อย ปลายนิ้วลูบแขนเสื้อพลางหลุบตาลง “สามวันนี้กลุ่มบริษัทจะจัดงานสังสรรค์ระหว่างแผนก คณะการแสดงจากดันเจี้ยนอื่นจะมาแสดงที่งานด้วย
พอแสดงจบพวกเขาก็จะกลับไป ถ้าคุณคิดจะไป ก็หาทางออก แล้วไปกับพวกเขาได้”
ดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยน ย่อมต้องมีทางออกไปได้เสมอ
“มาถึงที่นี่แล้ว ข้าไม่ย้อนกลับไปทางเดิมหรอก”
“เส้นทางข้างหน้ายังไม่ชัดเจน”
“ตลอดทางที่ผ่านมา ข้าก็คลำทางข้ามแม่น้ำโดยเหยียบก้อนหินไปทีละก้อน” ไป๋ฮั่วตัดสินใจแน่วแน่แล้ว “กระดานหมากเริ่มเดินแล้ว แม้สถานการณ์จะยังไม่กระจ่าง แต่การต่อสู้ก็ทวีความดุเดือด ถึงเวลาเช่นนี้ ย่อมต้องสู้จนเหลือหมากตัวสุดท้าย”
ทุกคนต่างยึดมั่นในหนทางที่ตนเลือก
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ไป๋ฮั่วเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เจตจำนงของเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นอุดมการณ์ขององค์กรเสื้อแดงทั้งหมด
“งั้นก็ขอให้คุณทำสำเร็จ”
ไป๋ฮั่วยิ้มรับ แล้วถามว่า “ซูเหลียงกุ้ย แล้วคุณล่ะ? ช่วงที่อยู่กลุ่มบริษัทฉีหมิงซิง คุณได้สิ่งที่ต้องการหรือยัง?”
“ยัง” ซูชิงอวี๋แบมือออก น้ำเสียงฟังดูสบาย ๆ แต่เนื้อหากลับหนักอึ้ง “ฉันเจาะทะลุฟองสบู่ลวงตาแล้ว แต่ยังไม่ได้พบความจริง
ตอนนี้ฉันไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในฝันดี ๆ ของอดีต และก็ยังหาที่ลงหลักปักฐานในโลกนี้ไม่ได้”
ไป๋ฮั่วมองไร้ใจกับอวี้ลั่วที่อยู่ด้านหลังซูชิงอวี๋ “ข้ากลับคิดว่าคุณหนูได้รับความเมตตาจากโลกนี้มากทีเดียว”
“ฮ่า ๆ ใช่สิ สิ่งที่ฉันจำได้ล้วนเป็นประโยชน์กับฉัน ส่วนสิ่งที่ฉันลืมไปล้วนไม่เป็นผลดีต่อฉัน” ซูชิงอวี๋เอ่ยเสียงเบา
“คนไม่รู้อะไรเลยมีความสุขที่สุด”
