ในวัยเด็ก ไป๋ฮั่วใช้เวลาอยู่บนภูเขา
ป่าไม้เขียวครึ้ม กิ่งใบแผ่ไสว แสงอาทิตย์ส่องลอดช่องว่างระหว่างใบไม้ ทอดเป็นจุดประกายระยิบระยับบนทางเดินเล็ก ๆ ในป่า
ณ ที่แห่งนี้ เวลาเป็นเหมือนลำธารที่ไหลเอื่อย ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป
ต้นไม้เก่าแก่เฝ้าอารักษ์ศาลเต๋า กำแพงที่ด่างพร้อยคือร่องรอยแห่งกาลเวลา
ขุนเขาเงียบงัน นกร้องเพลง เจ้าตูบสีเหลืองหมอบอาบแดดอยู่หน้าประตูศาลเต๋า ชีวิตบนภูเขาตื่นขึ้นเมื่อตะวันขึ้น และพักผ่อนเมื่อตะวันลับ ปีเดือนผ่านไปอย่างสบาย ๆ ไร้ซึ่งความวุ่นวายของเมือง
ไป๋ฮั่วแม้จะมีผมขาว ดวงตาสีเทา ท่วงท่าเหมือนผู้ไม่แยแสเรื่องทางโลก
แต่เขาไม่ใช่คนที่มองโลกอย่างเย็นชา และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของใคร
บ่อยครั้งที่มีชาวบ้านขึ้นมาที่ศาลเต๋าเพื่อจุดธูปอธิษฐานขอพร
เมื่อจื้อซวีซ่านเหรินไม่อยู่ที่ศาลเต๋า ไป๋ฮั่วจะเป็นผู้ต้อนรับผู้มาจุดธูปเหล่านั้น
ไป๋ฮั่วมีนิสัยอ่อนโยน หน้าตาโดดเด่น ไม่นานนัก ผู้มาจุดธูปก็มากกว่าตอนที่จื้อซวีซ่านเหรินอยู่เสียอีก
จื้อซวีซ่านเหรินมักจะถอนหายใจว่า คลื่นลูกหลังซัดฝั่ง
ไป๋ฮั่วก็จะถ่อมตัวตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือวิชาเต๋า ตนยังห่างชั้นจากอาจารย์มากนัก
ภายนอกจื้อซวีซ่านเหรินดูเหมือนลุงซกมกซอมซ่อ แต่การทำนายของเขาแม่นยำมาก บนใบหน้ามีรอยยิ้มเสมอ แต่ภายในใจกลับเป็นผู้เชื่อในโชคชะตาที่มองโลกในแง่ร้าย
เขาเพียงต้องการใช้บั้นปลายชีวิตอย่างสงบบนเขาอสูรวานร
สหายฝากบุตรไว้ เขาจะปล่อยให้อะไรเกิดขึ้นกับไป๋ฮั่วไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงหวังให้ไป๋ฮั่วสืบทอดมรดกธรรมของตน และอยู่บนเขาอสูรวานรตลอดไป
