หลินเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองอย่างไม่เข้าใจ
“มีอะไรเหรอ?”
สือปั้นเซี่ยผลักคนที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าออก แล้วเดินมาหาหลินเสี่ยวเสี่ยว ก่อนจะเชิดคางพูดว่า
“เธอได้ที่หนึ่ง ถ้าอยากไปเรียนรู้ที่โรงพยาบาลทหารเหมือนกัน ฉันก็พอจะพาเธอไปด้วยได้”
หลินเสี่ยวเสี่ยวชะงักไปนิดหนึ่ง คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าสือปั้นเซี่ยจะพูดแบบนี้
ถึงอีกฝ่ายน่าจะอยากอวดว่าตัวเองมีเส้นสาย แต่ก็ไม่ได้เยาะเย้ยหลินเสี่ยวเสี่ยวว่าไม่มีทางเข้า ไม่ได้บังคับให้เธอไปอ้อนวอน แค่นี้ก็ทำให้หลินเสี่ยวเสี่ยวแปลกใจมากแล้ว
คิดได้ดังนั้น หลินเสี่ยวเสี่ยวจึงยิ้มให้สือปั้นเซี่ยอย่างหาได้ยาก
“ขอบใจนะ แต่ไม่ต้องหรอก ช่วงปิดเทอมฉันอยากอยู่กับลูก ๆ แล้วก็อยากกลับบ้านเกิดสักครั้ง ขอบใจที่หวังดีนะ”
สือปั้นเซี่ยขมวดคิ้ว มองหลินเสี่ยวเสี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับเสียดายที่อีกฝ่ายไม่เอาไหน
“หลินเสี่ยวเสี่ยว ผู้หญิงก็แบกฟ้าไว้ได้ครึ่งหนึ่ง เธอมีความสามารถก็อย่าปล่อยให้เสียเปล่าสิ อย่าเอาแต่ทำตัวเป็นแม่บ้านที่วนเวียนอยู่กับลูก ๆ ได้ไหม? มีความคิดเป็นของตัวเองบ้างหรือเปล่า?”
มุมปากหลินเสี่ยวเสี่ยวกระตุก เธอกับสือปั้นเซี่ยคุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ
ขี้เกียจอธิบายว่าตัวเองมีแผนอื่นอยู่แล้ว เพราะพูดไปสือปั้นเซี่ยก็คงคิดว่าเธออวดอีก
หลินเสี่ยวเสี่ยวหุบยิ้ม
“ผู้หญิงตัวเล็กก็มีความสุขแบบผู้หญิงตัวเล็ก ผู้หญิงเก่งก็มีสิ่งที่อยากไขว่คว้า ชีวิตแบบไหนก็มีสีสันได้ทั้งนั้น ขอให้เพื่อนสือปั้นเซี่ยอย่าเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นเลย”
