ทั้งสามคนต่างพูดไม่ออกกับท่าทางของเขา มีเพียงเฉินเป่ากั๋วที่ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเรียกเขาไว้
“เหล่าซาน เลิกเล่นได้แล้ว! เรามาเป็นแขกนะ ระวังภาพลักษณ์หน่อย!”
เฉินเหล่าซานหัวเราะแหะ ๆ อย่างซื่อ ๆ “ไม่เป็นไรหรอก พี่ใหญ่ นี่บ้านพี่เย่ของผม พี่เย่ไม่ถือหรอก!”
“ใช่ไหมครับ พี่เย่!”
ลู่เย่คร้านจะสนใจเขา หลินเสี่ยวเสี่ยวจึงยิ้มแล้วตอบแทนลู่เย่
“ใช่ ๆ เธอกับพี่เย่ของเธอนี่สนิทกันที่สุดในโลกเลย!”
“นั่งลงคุยกันเถอะ”
ทั้งสี่คนนั่งลง เมื่อมีเฉินเหล่าซานผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้าสังคมอยู่ด้วย ก็ไม่มีทางปล่อยให้บรรยากาศเงียบเหงา
พวกเขาหยอกล้อกันไปมา พลางเล่าเรื่องราวในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างกลมกลืน
เฉินเป่ากั๋วหยิบซองจดหมายหนาสองซองออกมา เดิมทีตั้งใจจะยื่นให้หลินเสี่ยวเสี่ยว
แต่พอเห็นลู่เย่แนบชิดกับหลินเสี่ยวเสี่ยวไม่ห่าง ราวกับประกาศความเป็นเจ้าของ เขาก็ชะงักมือ ก่อนเปลี่ยนทิศทางแล้วยื่นให้ลู่เย่แทน
“สหายลู่เย่ เสี่ยวเสี่ยว ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้ นี่เป็นของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอให้พวกคุณรับไว้ด้วย!”
ลู่เย่มองซองจดหมายที่ยื่นมาตรงหน้า คิดในใจว่าอย่างน้อยเจ้าหนุ่มนี่ก็รู้จักวางตัว
เขายกมือดันซองกลับไป
“ก่อนพวกคุณกลับเมืองหลวง เฉินเหล่าซานก็ขอบคุณพวกเราไปแล้ว ของนี่พวกเรารับไว้ไม่ได้”
หลินเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้วค่ะ ผู้อำนวยการเฉิน รีบเก็บกลับไปเถอะค่ะ ตอนนั้นถ้าใครเห็นว่ามีอะไรผิดปกติก็คงช่วยเหมือนกัน เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเอง ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางและสายตาที่สอดประสานกันอย่างรู้ใจของสามีภรรยา เฉินเป่ากั๋วเม้มริมฝีปาก ก่อนเก็บซองกลับมาโดยไม่ดึงดัน
