หลินเสี่ยวเสี่ยวพูดว่าหลิวม่านไม่ได้หน้าตาแย่ ไม่ใช่คำปลอบใจเลยสักนิด
หลิวม่านชอบกินเผ็ดและหวาน แถมยังไม่เคยทาครีมกันแดดหรือบำรุงผิว ถ้าไม่เป็นสิวหรือผิวคล้ำก็แปลกแล้ว
หลินเสี่ยวเสี่ยวลงมือตัดผมสั้นทรงที่เหมาะกับใบหน้าเหลี่ยมให้หลิวม่านด้วยตัวเอง ทั้งยังจัดตารางอาหารและแผนดูแลผิวให้ เชื่อว่าอีกไม่นานหลิวม่านก็จะเปลี่ยนไปจนแทบเป็นคนละคน
ส่วนหลี่หยวนหยวน ต้องบอกว่าคนเราก็ลำเอียงกันเป็นธรรมดา
หลินเสี่ยวเสี่ยวมองหลิวม่านเป็นเพื่อน แต่หลี่หยวนหยวนเป็นเพื่อนสนิทนี่นา!
สำหรับเพื่อนสนิท แน่นอนว่าต้องมอบสิ่งที่ดีกว่าให้
ลู่เย่ตกใจกับเหตุการณ์ตอนหลินพั่นตี้คลอดลูกจนขวัญเสีย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่วางใจให้หลินเสี่ยวเสี่ยวท้องโตไปทำงาน
หลินเสี่ยวเสี่ยวจึงทำให้เขาคลายกังวล
อีกอย่าง หลินเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้คิดจะให้จ้าวซิ่วอิงเลิกทำงานมาช่วยเลี้ยงลูก หลังคลอดเธอจะต้องเลี้ยงลูกอย่างน้อยจนหย่านม ถึงตอนนั้นก็ไม่สะดวกไปสอนหนังสือ
ตอนนี้เป็นปี 1975 แล้ว กว่าลูกจะโตพอให้วางมือได้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้เดินได้เสียก่อน ถึงตอนนั้นก็ใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว
หลินเสี่ยวเสี่ยวตั้งใจจะโอนงานให้หลี่หยวนหยวนโดยตรง แล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างสบายใจพร้อมกับเรียนวิชาแพทย์ด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องที่หลินพั่นตี้แจ้งความว่าเธอไม่ไปทำงานไม่ได้ ก่อนอื่นยังไม่ต้องพูดถึงว่า พอเข้าครึ่งปีหลัง พวกปลอกแขนแดงก็ไม่มาที่นี่อีก คนที่ไม่ไปทำงานก็ยังคงไม่ไปเหมือนเดิม
แม้แต่เฉาเจี้ยนกั๋วกับหลินพั่นตี้ก็ไม่ไปทำงาน ตอนนี้หลินพั่นตี้จึงเอาเรื่องนี้มาหาเรื่องไม่ได้แล้ว
พริบตาเดียวก็ถึงวันเปิดเทอม หลินเสี่ยวเสี่ยวไปส่งหลี่หยวนหยวนเพื่อรับช่วงงาน
