"เซียวเอ๋อร์… เจ้าปล่อยเขาไปเช่นนี้จริงหรือ?"
หน้าศาลบรรพชน เยี่ยจ้านเทียนมองดูร่างหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในป่าเขา แววตาฉายแววกังวลเล็กน้อย
แม้เยี่ยเซียวจะขุดกระดูกสูงสุดของเยี่ยฟานออกมาแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าควรถอนรากถอนโคนเสียให้สิ้นซาก ควรฆ่าเยี่ยฟานเสียจะดีกว่า
"ท่านปู่ ข้าจัดการเรื่องนี้เอง ท่านอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย อ้อ ขอยืมกุญแจคลังสมบัติตระกูลเยี่ยให้ข้าหน่อย"
เยี่ยเซียวยิ้มสดใส พลางยื่นมือข้างหนึ่งไปทางเยี่ยจ้านเทียน
ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่ออยู่บ้านก็พึ่งพ่อแม่ เมื่อออกจากบ้าน… แน่นอนว่าต้องพึ่งเงินของพ่อแม่
บัดนี้เยี่ยเซียวผูกพันธะกับระบบสะท้อนกลับหมื่นเท่าแล้ว ในตัวเขาจึงต้องนำพาสมบัติล้ำค่าและโอสถแห่งการสร้างติดตัวไว้มากหน่อย เพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
"ได้"
เยี่ยจ้านเทียนถอนหายใจเบา ๆ แม้เขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เยี่ยเซียวทำ แต่เขาก็สนับสนุนทุกการตัดสินใจของเยี่ยเซียวอย่างที่สุด
หากเยี่ยฟานกล้าที่จะกลับมาแก้แค้นเยี่ยเซียวจริง ๆ เยี่ยจ้านเทียนก็จะลงมือสังหารเขาด้วยตนเอง
เฮ้อ พอเด็กโดนรัง ผู้ใหญ่ก็ออกโรง มีกลิ่นอายแบบนั้นเลย…
กาลเวลาผ่านไป!!
เมื่อเยี่ยเซียวกลับมาถึงตำหนักนอนของตน เขามองดูแหวนเฉียนคุนที่เต็มไปด้วยสมบัติศักดิ์สิทธิ์และวัตถุดิบวิญญาณในมือ แววตาฉายแววครุ่นคิดชั่วขณะ
อีกไม่ถึงเดือนเดียวก็จะถึงศึกเทพบุตรแล้ว
และในหนึ่งเดือนนี้ เขาสามารถตักตวงกู้หมิงเยว่ได้ทั้งหมดสี่ครั้ง
ในฐานะตัวร้าย เยี่ยเซียวรู้ดีถึงอันตรายที่ตนจะต้องเผชิญ
ดังนั้น เขาจึงตั้งใจจะรีดไพ่ตายที่ใช้เอาชีวิตรอดมาจากตัวกู้หมิงเยว่
ก่อนหน้านั้น เยี่ยเซียวยังมีเวลาเจ็ดวันสำหรับฝึกฝน ซึ่งพอดีใช้ในการหลอมรวมกระดูกวิถีแรกกำเนิดเส้นนั้น
"ระบบ จงหลอมรวมกระดูกวิถีแรกกำเนิด"
ทันทีที่เขาตะโกนเสียงทุ้ม บรรยากาศแห่งมหามรรคก็พลุ่งพล่านรอบกาย
ยามนี้ เขาไม่มีเจตนาจะปกปิดกระดูกวิถีแรกกำเนิดนี้เลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้กลิ่นอายวิถีแรกกำเนิดลอยขึ้นสู่เบื้องบน ค่อย ๆ ปกคลุมทั่วทั้งตระกูลเยี่ย
"ตูมมม"
เสียงฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่นดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
เมฆลอยอวดสีสัน มหามรรคคล้องประสาน
จู่ ๆ ร่างเงาของมหาจักรพรรดิและเซียนแท้ยุคโบราณตนแล้วตนเล่าก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าที่พำนักของตระกูลเยี่ย เต็มไปด้วยลายอักขระศักดิ์สิทธิ์ สูงใหญ่ถึงหมื่นจั้ง
ภายใต้สายตาที่อ้าปากค้างของเหล่าผู้แข็งแกร่งตระกูลเยี่ย ร่างเงาจักรพรรดิและเซียนเหล่านั้นกลับพร้อมใจกันคุกเข่าลงคำนับตระกูลเยี่ย
มหาจักรพรรดิโน้มศีรษะ เซียนสวดคัมภีร์
ภาพเหตุการณ์นี้ สะเทือนไปทั่วสามพันรัฐมรรคาในทันที
ร่างเก่าแก่นับไม่ถ้วนก้าวออกมาจากใต้พิภพและสุสานบรรพชน พลางเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของรัฐมรรคาศักดิ์สิทธิ์กลาง
ภาพปรากฏการณ์ประหลาดอันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้ แม้แต่เจ้าสำนักเซียนและเจ้าลัทธิของนิกายอันเป็นอมตะก็ยังพึ่งเคยเห็นในชีวิต ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดกลัว
ณ รัฐมรรคาสวรรค์เทวะ กู้หมิงเยว่สวมอาภรณ์หงส์สีแดงตระการตา ยืนตระหง่านอยู่หน้าตำหนักองค์จักรพรรดิ สายตาเย็นชามองไปทางทิศของแคว้นศักดิ์สิทธิ์
ลองคำนวณเวลาดู ในชาติก่อน เยี่ยเซียวก็เป็นเช่นนี้ก่อนศึกเทพบุตร เขาได้ขุดกระดูกสูงสุดจากน้องชายในตระกูลคนหนึ่ง จึงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์อันเกรียงไกรในศึกใหญ่ และได้นั่งตำแหน่งเทพบุตรสำเร็จ
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากได้เป็นเทพบุตรก็คือการทำลายเหล่าผู้สืบทอดตระกูลเยี่ย ทำให้เก้าสายเลือดของตระกูลเยี่ยแตกแยกอย่างสิ้นเชิง เป็นเพียงแค่ภายนอกดูเป็นหนึ่งเดียว แต่ภายในแตกความสามัคคี
"เยี่ยเซียว ดูเหมือนว่าเจ้าก็ยังไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเลยนะ"
กู้หมิงเยว่ก้มลงมองโอสถแห่งการสร้างระดับแปดในมือ แววตาเย็นเยียบขึ้นมา
แต่ขณะที่เธอกำลังจะหันกลับ ดวงตางามก็พลันชะงักวูบ
ตรงหน้าเธอ มีหญิงสาวผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีเขียว รูปร่างเล็กกระทัดรัด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหนัง กำลังยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัยมองมาที่เธอ
"หมิงเยว่มีเรื่องกังวลใจรึ? เป็นเพราะเจ้าเยี่ยเซียวนั่นหรือ? ข้าได้ยินนักหนาว่าทายาทอายุวัฒนะผู้นี้เป็นคนเจ้าชู้มากนัก หมิงเยว่อย่าได้ถูกเขาหลอกลวงเชียว"
"อืม"
กู้หมิงเยว่เดินลงจากกำแพงเมืองตรงไปยังทิศทางของตำหนักองค์จักรพรรดิ
"เฮ้อ ดูท่าจะต้องหาโอกาสลองดีกับเจ้าเยี่ยเซียวนี่สักหน่อยแล้ว ให้หมิงเยว่ได้เห็นธาตุแท้ของมัน"
สาวน้อยอาภรณ์เขียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ม่านตาสีเขียวพลันฉายแววเจ้าเล่ห์
ณ รัฐมรรคาพุทธะมหาพรหม วิหารบนยอดเขา
หลวงจีนชราผู้หนึ่ง เคราคิ้วยาวขาวจรดพื้น จู่ ๆ ก็วางไม้ตีปลาลง เงยหน้าขึ้นมองศิษย์เบื้องหน้า
"อมิตาภพุทธ เจ้าเหลียนเซิง ใจของเจ้ากำเริบแล้ว"
"อาจารย์เจ้าคะ…"
ภิกษุณีนามเหลียนเซิงมีใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อ จีวรขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวเปล่งประกายอาภรณ์พุทธะ แม้กระทั่งศีรษะเล็ก ๆ แสนนุ่มเนียน ก็คล้ายจะมีสีแดงระเรื่ออ่อน ๆ ปรากฏขึ้นมา
"ช่างเถิด เป็นวิบากหรือบุพเพสันนิวาส ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้ว เจ้าจงลงจากเขาไปเถิด"
ณ รัฐมรรคาโบราณห่าวเทียน สตรีผู้หนึ่งสวมอาภรณ์หงส์สีทอง รูปร่างสูงโปร่ง ยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนยอดเขา
นางมีรูปโฉมงดงามที่สุด กลิ่นอายสง่างามผ่าเผย แฝงซึ่งเสน่ห์เย้ายวนแห่งสตรีที่เบ่งบานพร้อมปลิด ฝังลึกเข้าไปในไขกระดูก
"ที่แท้คำทำนายของบรรพชนก็เป็นจริง…"
พร้อมกับเสียงพึมพำของนาง ด้านหลังคล้ายมีหางขาวเก้าเส้นพลิ้วไหวเบา ๆ เสน่ห์อันยั่วยวนดั่งพรหมลิขิต
ใจกลางแคว้นศักดิ์สิทธิ์ ชายชราตาบอดผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าป่าน ถือไม้ไผ่ไว้ในมือ เดินมายังถนนใหญ่ จู่ ๆ ก็ขมวดคิ้วมุ่น
"ร่องรอยเซียนมาปรากฏ ภัยพิบัติก็อุบัติขึ้น นี่ก็คือลำดับแรกในสิบข้อห้ามต้องห้าม หายนะยุคขาวนั่นแล้ว ยุคสมัยแห่งการช่วงชิงอันยิ่งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น…"
เขาส่ายหน้า ก้าวเท้าอย่างอ่อนระโหยโรยแรง กล่าวสิ่งประหลาดพิสดาร พลางเดินไปยังทิศทางที่ร่องรอยเซียนปรากฏ
…
ในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งตระกูลเยี่ยตกอยู่ในความเดือดพล่านมานานแล้ว
ผู้อาวุโสแห่งเก้าสายเลือดต่างพากันเดินออกจากท้องพระโรง มารวมตัวกันหน้าศาลบรรพชน
แม้ด้วยพลังฝีมือของพวกเขา เมื่ออยู่ภายใต้การปกคลุมของกลไกสวรรค์แรกกำเนิดที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่สามารถสืบหาต้นตอของมันได้อย่างแท้จริง
ยามนี้ ที่พำนักทั้งหมดของตระกูลเยี่ยราวกับเป็นดินแดนแห่งปฐมบรรพกาล กลไกสวรรค์ถักทอ ทุกอณูล้วนมีพันธสัญญาเซียน
"เป็นผู้ใด?!"
"ไม่ได้อยู่ในศาลบรรพชน หรือจะเป็นสายเลือดของตนที่ตื่นขึ้นเอง?"
มีเพียงเยี่ยจ้านเทียนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง หากแต่ในใจกลับมีความสับสนอยู่บ้าง
อำนาจแห่งภาพปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ รุนแรงยิ่งกว่ากระดูกสูงสุดมากมายนัก
ถึงตอนนี้ แม้แต่เขาก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ ว่าภาพปรากฏการณ์ประหลาดนี้ เป็นเยี่ยเซียวที่ก่อให้เกิดขึ้นหรือไม่
"ตูม"
ในขณะนั้นเอง ที่บริเวณที่พำนักเดิมแห่งตระกูลเยี่ยก็พลันเกิดเสียงฮัมสะเทือนหูดังสนั่น
มีเพียงร่างเงาอันชราคร่ำคร่าผู้หนึ่งก้าวเดินมา ร่างกายซูบผอมแห้งกรังราวกับวิญญาณร้าย
แต่เมื่อเขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว ภายนอกร่างกายก็พลันมีเลือดลมอันน่าตกตะลึงเดือดพล่านขึ้นมา
ส่วนร่างที่ซูบตอบของเขาก็ค่อย ๆ ขยายพองโตขึ้น กลายเป็นชายฉกรรจ์สูงสิบไม้ ร่วงลงมาจากฟากฟ้า
"ตูมมม"
เจตจำนงแห่งนักบุญอันยากจะเอ่ยเอื้อน ก็กดทับลงมาอย่างรุนแรง บดขยี้เหล่าผู้อาวุโสเก้าสายเลือดให้หมอบราบลงกับพื้นในทันที
แม้แต่เยี่ยจ้านเทียน ในดวงตาอันชราภาพก็ฉายแววหวาดหวั่นอย่างรุนแรง
ขั้นนักบุญ!!
เขาก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าภาพปรากฏการณ์ประหลาดของตระกูลเยี่ยจะปลุกให้บรรพชนขั้นนักบุญผู้หลับใหลอยู่องค์หนึ่งตื่นขึ้นมา
"เยี่ยจ้านเทียน ผู้ปกครองตระกูลเยี่ย คารวะท่านบรรพชนฝูเทียน"
เมื่อเยี่ยจ้านเทียนโค้งคำนับหนึ่งครั้ง ในดวงตาของผู้อาวุโสเก้าสายเลือดก็พลันเผยความตื่นตะลึงอย่างรุนแรง
บรรพชนลำดับเก้าแห่งตระกูลเยี่ย เยี่ยฝูเทียน ร่างเหนือขนานแท้ดั้งเดิม!!
เล่าลือกันว่าในครั้งนั้น ท่านบรรพชนร่างเหนือขนานผู้นี้เคยใช้เพียงพลังกายหยาบสังหารมังกรแท้ ต้านขั้นจื้อจุน ทุบทำลายโลกบรรพกาลพังทลายไปทั้งสิ้น
"ตระกูลเยี่ยแห่งยุคเรานี้มีมังกรแท้แล้วหรือ? เพียงแต่ไม่รู้ว่ากิเลนหนุ่มผู้นี้คือผู้ใดกันแน่…"
เยี่ยฝูเทียนทอดถอนใจ ร่างกายสูงใหญ่ดุจขุนเขา เลือดลมไหลเวียนทะลักพลุ่งพล่าน ดังก้องประสานกับฟ้าดิน
"แหะ ๆ ๆ…"
ข้างกายเขา เยี่ยฉงหยางผู้อาวุโสแห่งสายเลือดร่างเหนือขนานหัวเราะแหะ ๆ
ศึกเทพบุตรใกล้เข้ามาถึงแล้ว บรรพชนขั้นนักบุญแห่งสายเลือดร่างเหนือขนานกลับออกจากที่วิเวก
เป็นเช่นนี้ โอกาสชนะของสายเลือดพวกเขาก็ยิ่งมากขึ้นอีกหลายส่วนโดยไม่มีข้อกังขา
"อืม? เจ้ารู้หรือว่าใครเป็นผู้ก่อภาพปรากฏการณ์ประหลาดนี้?"
เยี่ยฝูเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเยี่ยฉงหยางที่ยิ้มอย่างโง่งมอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามเสียงทุ้ม
"รายงานท่านบรรพชน ไม่รู้ขอรับ"
"เพี๊ยะ"
พร้อมกับเสียงตบดังสนั่นกังวาน เยี่ยฝูเทียนก็โบกมือตบลงบนใบหน้าของเยี่ยฉงหยางโดยตรง ส่งให้เขากระเด็นลอยออกไป
"ไม่รู้แล้วมึงหัวเราะอะไรวะ?"
เป็นเวลาถึงเจ็ดวันเต็ม เงาเซียนและเงาจักรพรรดิเหนือท้องฟ้าของตระกูลเยี่ยจึงค่อย ๆ จากหายไป
และในขณะนั้นเอง ดวงตาของเยี่ยเซียวก็เบิกขึ้นทันที เขาก้มมองลงบนหน้าอกตนเองที่กระดูกวิถีแรกกำเนิดเส้นหนึ่งกำลังเปล่งแสงรุ้งเจ็ดสีเจิดจรัสอยู่ มุมปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ
ในยามนี้ เขาสัมผัสได้ว่าในกระดูกแห่งมหามรรคนี้ กำลังบังเกิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งยากจะอธิบายได้ขึ้น
หากสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่ผิด นี่ก็ควรจะเป็นอิทธิฤทธิ์พรสวรรค์แห่งกระดูกวิถีแรกกำเนิด พลังต้องห้ามที่แท้จริง!!
【ติ๊ง คำเตือนด้วยความห่วงใย เวลาเจ็ดวันครบกำหนดแล้ว จำนวนครั้งรางวัลสะท้อนกลับจากกู้หมิงเยว่ได้รับการอัปเดตแล้ว】
"อืม?"
เยี่ยเซียวเลิกคิ้ว มองเสื้อเกราะที่เปล่งประกายแสงสีทองแวววาวในมือ บนใบหน้าพลันฉายรอยยิ้มที่สดใสอย่างยิ่ง
ตัวร้ายน่ะหรือ แน่นอนว่าชีวิตหมา ๆ สำคัญที่สุด