เซี่ยหนานจือไม่กล้าสบตาหรือส่งสายตาใด ๆ กับซุ่ยซุ่ย ได้แต่นิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น แต่กลับถูกลู่จวิ้นเซินหาเรื่องเข้าอย่างงุนงง
เซี่ยหนานจือปรายตามองเขา แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก “คุณเป็นบ้าอะไร จู่ ๆ มาหาเรื่องฉันทำไม?”
“ถ้าตอนนั้นคุณไม่ทำแท้ง ลูกของคุณก็คงอายุเท่าเธอ” น้ำเสียงของลู่จวิ้นเซินเย็นเยียบ ทว่าฟังออกไม่ยากว่าเขาใส่ใจเรื่องนี้
เขายังคิดจะหยั่งเชิงเธอว่ามีลูกหรือเปล่า
เซี่ยหนานจือขมวดคิ้วเล็กน้อย “เอาแต่พูดถึงลูกอยู่ได้ ทำอย่างกับคุณรักลูกของฉันมากนัก”
“ผมไม่เคยพูดว่าไม่รัก”
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นบนใบหน้าของเซี่ยหนานจือ “ลู่จวิ้นเซิน คุณไม่รู้หรือว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูด แค่ลงมือทำก็มีความหมายเหมือนกัน?”
แววตาของลู่จวิ้นเซินหม่นลงอีกครั้ง...
ซุ่ยซุ่ยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสอง เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง มองพวกเขาโต้เถียงกันไปมา
ใบหน้ากลมป้อมของซุ่ยซุ่ยเต็มไปด้วยความเศร้า
เธอไม่อยากให้หม่ามี้ทะเลาะกับพ่อใจร้าย
เซี่ยหนานจือมองซุ่ยซุ่ยที่นั่งอยู่ตรงกลาง เห็นเด็กน้อยอยู่ตรงนี้แล้วก็สงสาร ไม่อยากทะเลาะกับเขาต่อ
ชั้นสอง
ผู้เฒ่าลู่ยืนอยู่ตรงนั้น มองสวี่รั่วฉิงด้วยแววตาหนักอึ้ง
เขาไม่เคยชอบสวี่รั่วฉิงเลย ไม่ว่าเธอจะเป็นคนดีหรือคนร้าย ผู้เฒ่าลู่ก็มองออกอย่างชัดเจน
ผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าผู้ชายมีภรรยาแล้ว ยังพัวพันกับเขาไม่เลิกราถึงแปดปี จะเป็นคนดีอะไรได้?
ถ้าไม่ติดที่ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลสวี่ เขาคงไม่ยอมให้เธออยู่ที่นี่ต่อ
