เช้าวันต่อมา กู้หลินเพิ่งตรวจคนไข้ในห้องฉุกเฉินเสร็จ จ้าวกั๋วเฟิงก็โทรมา
ในห้องทำงานแผนกกุมารเวชศาสตร์ จ้าวกั๋วเฟิง หลิวหมิงชวน หัวหน้าแผนกภูมิคุ้มกันและรูมาติสซั่ม รวมถึงอาจารย์จากฝ่ายวิจัยของโรงพยาบาล ต่างมาถึงกันแล้ว
กู้หลินเพิ่งผลักประตูเข้าไป ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ
บนโต๊ะมีเอกสารกองหนา เป็นเวชระเบียนทั้งหมดของถังถัง
ทั้งรายงานตรวจยีน เอกสารงานวิจัยที่พิมพ์ออกมา และแบบฟอร์มเปล่าที่ยังไม่ได้กรอก ถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
จ้าวกั๋วเฟิงกระแอมเบา ๆ
“นั่งสิ”
“หัวหน้าแผนก?”
หลิวหมิงชวนมองเขาพลางยิ้ม
“รู้ไหมว่าวันนี้เรียกมาทำไม?”
กู้หลินส่ายหน้า
จ้าวกั๋วเฟิงเลื่อนเอกสารกองนั้นไปตรงหน้าเขาทันที
“ทำงานวิจัย”
กู้หลินชะงักไป จ้าวกั๋วเฟิงพูดต่อว่า
“เป็นผู้ป่วยรายแรกในประเทศ แนวทางตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการรักษามีคุณค่าให้นำไปใช้อ้างอิงได้มาก ทางโรงพยาบาลเตรียมจัดทำรายงานผู้ป่วย”
“ถ้าข้อมูลติดตามอาการหลังจากนี้ครบถ้วน ก็อาจต่อยอดเป็นงานวิจัยชุดหนึ่งได้ด้วย”
เห็นกู้หลินไม่พูดอะไร หลิวหมิงชวนก็มองเขาอย่างสนใจ ก่อนจะถามยิ้ม ๆ ว่า
“อะไรล่ะ ตื่นเต้นเหรอ?”
กู้หลินส่ายหน้า
“เปล่า”
“แล้วกำลังคิดอะไรอยู่?”
กู้หลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ผมกำลังคิดว่า ถ้าตรวจพบเร็วกว่านี้ เธอคงไม่ต้องทรมานขนาดนี้”
ห้องทำงานเงียบลงทันที หลิวหมิงชวนกับจ้าวกั๋วเฟิงสบตากัน ไม่มีใครพูดอะไร
เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าสิ่งนี้ต่างหากที่หาได้ยากจริง ๆ
เวลาหมอหนุ่มเจอผู้ป่วยแบบนี้เป็นครั้งแรก หลายคนมักคิดถึงงานวิจัย ชื่อเสียง หรือผลงานโดดเด่นที่จะเพิ่มลงในประวัติ
